รีวิวทริประนอง - เกาะหัวใจมรกต (พม่า) - สุราษฎร์ธานี (2559)


ทริป: ระนอง-เกาะหัวใจมรกต-สุราษฎร์ธานี
ที่พัก: Tinidee Hotel Ranong
ช่วงที่ไป: เมษายน 2559

นี่คือทริปที่ไปแล้วต้องเอาให้คุ้ม เที่ยว 3 วันเก็บให้ครบทั้ง ระนอง เกาะในเขตพม่า และ สุราษฎร์ธานีค่ะ

ไฮไลท์ของทริปนี้อยู่ที่เกาะหัวใจมรกตซึ่งต้องไปขึ้นเรือที่จังหวัดระนอง แต่เนื่องจากเที่ยวบินจากกรุงเทพไประนองมีน้อยแถมออกแต่เช้าตรู่ (ตี 5:45) คิดว่าตื่นไม่ทันแน่นอนเราเลยเลือกไปลงเครื่องที่สุราษฯแทน ซึ่งบริษัททัวร์ก็จัดรถไปรับโดยคิดเพิ่มอีก 1,000 บาท (ต่อคันรถไม่ใช่ต่อคน) ทำให้แพ็คเก็จนี้ราคารวมทั้งสิ้น 7,900 บาท (เป็นค่าพาเที่ยวทุกวัน ค่าที่พัก และอาหาร 5 มื้อ) พอรวมกับค่าตั๋วเครื่องบินอีก 2,800 บาท ทริปนี้จึงเฉือนทรัพยากรเงินของเราและเพื่อนไปคนละ 10,700 บาทค่ะ


วันที่ 1


ลงเครื่องเสร็จก็มีรถตู้มารับ เมื่อมาถึงระนอง สิ่งแรกที่ทำแน่นอนคือ "กิน" เพราะถือคติเรื่องกินเรื่องใหญ่กองทัพต้องเดินด้วยท้องค่ะ 555+  อาหารเที่ยงมื้อนี้เกิดขึ้นที่ร้านสมบูรณ์โภชนา สำหรับคนที่ชอบรสจัดออกเค็มเผ็ด (แบบเพื่อนเรา) จะชอบมาก ส่วนเราชอบอาหารรสหวานทำให้รู้สึกว่าแกงส้มชะอมชุบไข่มันเผ็ดและเค็มไปหน่อย แต่ผักหวานผัดน้ำมันหอย และ ปูผัดผงกะหรี่ อร่อยดีค่ะ


กินอิ่ม มีแรง ก็เริ่มเที่ยวได้ หนึ่งในที่เที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุุดของระนองคือ "บ่อน้ำร้อนรักษะวาริน" ว่ากันว่าเมื่อแช่น้ำร้อนนี้แล้วสามารถบำบัดรักษาสุขภาพได้ เราเอาขาไปจุ่มแล้วรู้สึกร้อนมาก จึงคิดว่าไม่มีโรคอะไรให้บำบัด ก็เลยแค่ถ่ายรูปเฉยๆ ละกัน แฮ่ะๆๆ นอกจากมีบ่อน้ำร้อนแล้วยังมีธารน้ำตกให้เล่นน้ำอีกด้วย แต่น่าเสียดายที่ปีนี้แล้งหนักทำให้น้ำมีไม่เยอะค่ะ




จากนั้นไปต่อที่ "วัดหาดส้มแป้น" ไหว้หลวงพ่อน้อยที่ว่ากันว่าศักดิ์สิทธิ์ จุดนี้ลืมถ่ายรูปตรงบริเวณวัดค่ะ -_-" แต่ขอบอกว่าข้างวัดมีธารน้ำไหล สวยงาม ร่มรื่น และเป็นธรรมชาติดีมากๆ ค่ะ

จากนั้นนั่งรถไปไม่ห่างกันมากคือ "ระนองแคนยอน" แม้จะเล็กๆ แต่สวยมากค่ะ มีมุมถ่ายรูปสวยๆ ใต้ต้นไม้ด้วย แต่ที่นี่ต้องใช้วิชาเอาตัวรอดนิดนึงนะคะ เพราะพอลงจากรถจะมีเด็กๆ ประมาณ 10 คนกรูกันเข้ามาขายอาหารปลาค่ะ (ตอนเราไปไม่มีนักท่องเที่ยวอื่น เด็กๆ เลยมาลุมกันขาย) เรากับเพื่อนช่วยซื้อทุกคนไม่ไหว จะเดินหนีก็ไม่ได้เพราะเด็กๆ ห้อมล้อมเดินดักหน้าดักหลังเต็มไปหมด ทีแรกเราว่าจะดุว่าทำแบบนี้นักท่องเที่ยวหนีหมดแต่ไม่เอาดีกว่ากลัวเสียภาพพจน์นางงามรักเด็ก 555+  เราเลยบอกให้เด็กๆ โอน้อยออกกัน ใครชนะก็จะซื้อจากคนนั้น กะว่าโอฯปั๊บ คนที่ออกแตกต่างคนแรกคือชนะก็จะซื้อเลย แต่เด็กๆ บอกไม่ใช่ ต้องโอฯแบบคัดออกจนกว่าจะเหลือคนสุดท้าย เอิ่ม นานไปนะเด็กๆ เราเลยให้พวกเขาเพลินกับการโอน้อยออกแล้วจูงมือเพื่อนแอบย่องไปถ่ายรูปกันก่อน ปรากฎว่าถ่ายรูปจนจะเสร็จแล้ว เด็กๆ ยังโอน้อยออกกันไม่เสร็จเลย 555+ ท้ายที่สุดเด็กๆ ก็ได้ผู้ชนะค่ะ เรากับเพื่ีอนก็ซื้อจากเด็กคนนี้ไปตามสัญญา


ที่ต่อไปคือ "พระราชวังรัตนรังสรรค์" ซึ่งเป็นวังจำลองค่ะ ทำจากไม้ ดูจากข้างนอกสวยงามมาก ดูจากข้างในไม่ทราบเพราะเขาไม่ให้เข้า ฮ่าๆๆ และใกล้ๆกับพระราชวังก็เป็น "หอพระ 9 เกจิอาจารย์" เดินไปไหว้สักการะบูชาได้ค่ะ



เราจบการเที่ยวในระนองสำหรับวันแรกที่นี่เพราะจะเข้าไปใช้ Facilities ของที่พัก ทริปนี้ทางทัวร์จัดให้พักที่ "โรงแรมที่นี่ดี" (Tinidee) ไฮไลท์ของโรงแรมนี้คือน้ำก๊อกในห้องน้ำเป็นน้ำแร่ ใครอยากแช่น้ำแร่ก็ลงอ่างในห้องพักได้เลย แต่เรากับเพื่อนเลือกไปเล่นน้ำที่สระซึ่งพบว่าข้างๆ สระก็มีบ่อน้ำร้อนบำบัดสุขภาพให้ด้วย ถือว่าเป็นโรงแรมที่สะดวกสบายครบครันดีค่ะ แต่ที่ตั้งไกลไปหน่อย ถ้าจะเข้าไปใจกลางตัวเมืองต้องเหมารถไป สำหรับเรื่องอาหาร เราเฉยๆ กับที่นี่นะคะ ตอนเย็นวันแรกกินบุฟเฟ่อาหารฝรั่ง ก็แค่พอทานได้ค่ะ ส่วนอาหารเช้ามีให้เลือกหลากหลายดีแต่รสชาติก็ธรรมดาๆ ค่ะ




วันที่ 2

วันนี้คือไฮไลท์ของทริปค่ะ พวกเราไปขึ้นเรือเพื่อจะข้ามไปประเทศพม่า (ทางทะเล) ซึ่งทางบริษัททัวร์ได้จัดเอกสารสำหรับยื่นตม.ไว้ให้แล้ว ใช้แค่บัตรประชาชนค่ะ ไม่ต้องใช้พาสปอร์ต ตรงจุดนี้ช้าหน่อยเพราะเกาะหัวใจมรกตเพิ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ไม่นานทำให้คนแห่กันไปยกใหญ่ คนเยอะมากค่ะ ต้องรอคิวกันนานเลย จุดนี้เรากับเพื่อนซึ่งไปกันสองคนได้ไปรวมกลุ่มกับลูกทัวร์คนอื่นๆ ค่ะ ทำให้ครึกครื้นขึ้นไปอีก บางกลุ่มก็มาเป็นครอบครัว บางกลุ่มก็มาเป็นคู่ หลากหลายดีค่ะ มีทั้งหมดประมาณ 50 คน เป็นคนไทยเกือบทั้งหมด การรวมกลุ่มแบบนี้ทำให้เห็นว่าถึงแม้ไม่ได้รู้จักกันมาก่อน แต่ลงเรือลำเดียวกันแล้ว (ลงเรือจริงๆ) ก็ต้องช่วยเหลือกันค่ะ เช่นมีพ่อแม่กับลูกสาววัย 2.4 ขวบ (น่ารักมาก) มาเที่ยวด้วย ระหว่างพ่อแม่ยุ่งๆ พวกเราก็ช่วยกันดูลูกสาวให้ค่ะ หรือเพื่อนเราซึ่งโชคดี เอ้ย โชคร้าย ตีเท้าไปโดนหอยเม่นใต้น้ำทำให้หนามมันฝังไปในนิ้วโป้งเท้า ก็มีคนมาช่วยดูค่ะ แต่ฮีโร่ที่ช่วยเอาหนามออกให้เพื่อนเราคือหนุ่มพม่าทีมงานของไกด์ประจำเรือค่ะ


วิธีการเอาหนามจากหอยเม่นออกคือราดบริเวณแผลด้วยน้ำส้มสายชู แต่คนเรือบอกว่าใช้ฉี่จะเวิร์คกว่า เราบอกให้เพื่อนฉี่แต่เพื่อนบอกว่าฉี่ใส่เท้าตัวเองไม่ถนัด มันจะให้เราฉี่ใส่เท้ามัน แต่พอดีเราไม่ปวด แฮ่ะๆๆ หนุ่มพม่าเลยจัดการฉี่ เอ้ย ราดด้วยน้ำส้มสายชู จากนั้นก็นำเหล็กมาเคาะๆๆ ให้ จนหนามมันโผล่ออกมาแล้วก็ดึงออก ยืนลุ้นกันทั้งเรือเลยค่ะ สนุกดี (เอิ่ม สนุกบนความทุกข์ของเพื่อน 555+) จริงๆ ไม่ได้มีแค่เพื่อนเรานะคะที่โดนหนามนี้ หลายคนก็โดนค่ะ แต่เราไม่โดนเพราะเราขาสั้นตีเท้าไปไม่ถึงพื้นน้ำ 5555555+ ดีใจที่เกิดมาเตี้ยก็คราวนี้

"เกาะหัวใจมรกต" คือที่แรกที่แวะ การจะแหวกว่ายเข้าไปสู่ใจกลางหัวใจจำเป็นต้องลอดช่องเขาไปค่ะ ซึ่งก่อนลงน้ำไกด์บอกว่าใครว่ายน้ำเป็นให้ว่ายตามไกด์คนนึงไป ส่วนใครว่ายไม่เป็นให้เกาะเชือกตามไกด์อีกคนนึงไป ปกติเราว่ายน้ำเป็นค่ะ แต่วันนั้นเลือกเป็นคนว่ายน้ำไม่เป็นดีกว่า แฮ่ะๆๆ คือว่ายเป็นแต่ไม่แข็ง เลือกแบบปลอดภัยไว้ก่อนดีที่สุด... มาถึงเกาะหัวใจฯ ก็จริงแต่เมื่อแหวกว่ายเข้าไปใจกลางเกาะเราจะมองไม่เห็นรูปหัวใจนะคะ (จะเห็นได้จากมุมบน) แต่ถึงไม่เห็นเป็นรูปหัวใจ ยังไงก็สวยค่ะ บรรยากาศดีมากๆ ลอยคอได้นานไม่เบื่อเลยค่ะ


ขึ้นจากเกาะหัวใจฯก็ไปพักกินข้าวเที่ยงที่ "เกาะตาฟุ๊ก" ซึ่งหาดทรายที่นี่ขาวละเอียดนุ่มเท้ามาก ประหนึ่งเดินอยู่บนปุยนุ่นยังไงยังงั้น (ไม่ได้เว่อร์ พูดจริง ไม่เชื่อ ต้องลองไปเองค่ะ) อาหารมาในรูปแบบข้าวกล่องพร้อมน้ำดื่ม และไอศรีมกะทิ ไม่แน่ใจว่าอร่อยหรือหิว เอาเป็นว่าได้อาหารปั๊บกินปุ๊บ ลืมถ่ายรูปอีกแล้ว จนอิ่มได้ครึ่งท้องถึงนึกได้ว่าต้องถ่ายรูป 555+ เมื่อกินข้าวเที่ยงเสร็จก็เล่นน้ำกันต่อ หรือใครอยากพายเรือคานูก็ได้ตามสบายไม่เสียเงินเพิ่ม เรากับเพื่อนก็เล่นทุกอย่างค่ะ อย่างที่บอก ต้องเอาให้คุ้ม ไม่กลัวแดดกลัวดำกันเลย ณ จุดนั้น (แต่ ณ จุดนี้เมื่อกลับมาบ้านเห็นสีผิวตัวเองแล้วแอบขมขื่นเล็กน้อย ดำไปเยอะนะ!!!)






หลังจากอิ่มหนำสำราญกันแล้ว ไกด์ก็เรียกให้ลงเรือเพื่อไปดำน้ำดูปลาทะเลและปะการังที่ "เกาะเชือก" และ "เกาะภูเขา" ต้องบอกตรงๆ ว่าโลกใต้น้ำในส่วนของเกาะต่างๆ ในเขตพม่านั้นยังไงๆ ก็สวยไม่เท่าของไทยค่ะ คือเราก็ไม่ได้ไปดำน้ำที่เกาะของไทยเยอะนะ แต่อย่างน้อยที่เคยไปที่ภูเก็ตก็สวยกว่านี้มากมายค่ะ



วันที่ 2 แวะทั้งหมด 4 เกาะ พอจบเกาะสุดท้ายก็อ่อนระโหยโรยแรงกันทุกคน ซึ่งคนจัดทัวร์ก็รู้ใจ ยังไม่พากลับฝั่งไทย แต่ให้ไปแวะที่โรงแรม Grand Andaman ซึ่งอยู่บนเกาะหนึ่งของพม่าเพื่ออาบน้ำและกินบุฟเฟ่อาหารเย็นก่อนเดินทางกลับและนี่ก็อีกเหมือนกัน ไม่รู้ว่าอาหารอร่อยจริงๆ หรือเพราะหิวจัดเลยอร่อยทุกอย่างกันแน่ 55+ และยิ่งอร่อยขึ้นไปอีกเมื่อได้กินข้าวท่ามกลางบรรยากาศที่พระอาทิตย์กำลังจะตกลงสู่ผืนน้ำ นั่งมองแล้วรู้สึกสงบสุข เป็นการจบวันที่ 2 แบบผ่อนคลายดีค่ะ



วันที่ 3

เนื่องจากระนองเป็นเมืองเล็กๆ แถมที่เที่ยวส่วนใหญ่ต้องมีน้ำถึงจะสวย แต่พอน้ำแล้งก็เที่ยวไม่ค่อยได้เท่าไหร่ เราจึงขอบริษัททัวร์ให้เปลี่ยนเป็นพาเที่ยวที่สุราษฯในวันกลับแทน ทำให้วันที่ 3 ช่วงเช้าเที่ยวระนอง 3 แห่ง จากนั้นนั่งรถตู้ไปสุราษฯ กินอาหารกลางวันและเที่ยวสุราษฯอีก 2 แห่ง ก่อนขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพฯ

ที่แรกที่แวะในระนองสำหรับวันที่ 3 คือ "บ่อน้ำแร่ร้อนพรรั้ง" ที่นี่เขาให้แช่น้ำร้อนได้ค่ะ เขาบอกว่าแช่แรกๆ จะร้อนมาก ทรมานนิดๆ แต่ให้ทนไปสักพักแล้วจะสบาย แต่เรากับเพื่อนไม่ทนค่ะ! หามุมสวยๆ ถ่ายรูปแล้วไปที่ต่อไปดีกว่า อิอิ



ต่อมาก็แวะไหว้พระที่ "วัดบ้านหงาว" ที่นี่มีพระพุทธรูปที่ทำจากดีบุกค่ะ และถ้าเดินขึ้นบันไดประมาณพันขั้น (กะเอา ไม่มีใครบอก) ก็จะได้เห็นจุดชมวิวทั่วเมืองระนอง แต่ก็ตามเคย ใครจะขึ้นพันขั้นก็ขึ้นไปเรากับเพื่อนไม่ขึ้น (ไม่ขอเอาคุ้มในจุดนี้) เพราะมันร้อนมากๆ ค่ะ ไหว้พระเสร็จก็ไปต่อเลยดีกว่า


จุดท่องเที่ยวต่อมาเรียกว่า "ภูเขาหญ้า" ปกติจะมีหญ้าปกคุมสวยงาม แต่ปีนี้แล้ง หญ้าเลยไม่ขึ้น กลายเป็นภูเขาโล้นไปเลยค่ะ (ไม่มีรูปค่ะ)

จากภูเขาหญ้าก็บ๊ายบายระนอง (อ้อ อย่าลืมซื้อของฝากจากเมืองระนองคือเม็ดมะม่วงหิมพานต์นะคะ) แล้วเดินทางเข้าสู่สุราษฏร์ธานี ใช้เวลา 2 ชั่วโมงกว่าๆ พอถึงก็หิวพอดี จะรออะไร ก็กินซิคะ :) แวะเติมพลังที่ร้าน "เพื่อนเดินทาง" ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามสวนโมกข์พอดี อาหารร้านนี้อร่อยค่ะ (หิวจัดนึกได้ว่าต้องถ่ายรูปอาหารตอนกินไปได้สักพักแล้ว 555+)


กินเสร็จรถตู้ก็พาไปอีกฝั่งของถนน ก็คือ "สวนโมก" ที่นี่สงบร่มเย็นมากๆ แปลกจังที่อื่นๆ แดดร้อนเปรี้ยงๆ แต่ที่นี่ร่มรื่นแถมมีลมเย็นพัดผ่านตลอดเวลา สบายตัวสบายใจไปเลยค่ะ



ถัดมาก็ไปไหว้พระธาตุที่ "พระธาตุไชยา" ซึ่งตรงข้ามพระธาตุไชยาก็มี "พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติไชยา" ให้เข้าไปเยี่ยมชมโดยพิพิธภัณฑ์ฯ นี้เสียค่าเข้าเพียงคนละ 20 บาทค่ะ


และแล้วทริป 3 วัน 2 คืนก็จบลงด้วยความสนุกและประทับใจ เวลาแห่งการท่องเที่ยวทำไมมันช่างรวดเร็วยิ่งนัก ทีเวลาทำงานกว่าจะผ่านไปแต่ละนาที ช๊าช้า...

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

บทความในบล็อกนี้สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539 . ขับเคลื่อนโดย Blogger.