รีวิวหนัง Wonder Woman (2017)


ภาพยนตร์: Wonder Woman
กำกับ: Patty Jenkins
นำแสดงนำ: Gal Gadot, Chris Pine, Robin Wright

Wonder Woman เป็นหนังซุปเปอร์ฮีโร่เรื่องแรกที่มีผู้หญิงเป็นผู้กำกับ จึงไม่แปลกใจเลยที่โทนหนังจะแปลกไปจากที่เคยดูๆ มา แต่ก็เป็นความแปลกที่ดี เพราะมันมาเต็มทุกอารมณ์ทั้งแอคชั่น ดราม่า ตลก และโรแมนติก

หนังเล่าย้อนไปตั้งแต่วัยเด็กของ Diana (ตอนโตแสดงโดย Gal Gadot) ที่อยู่บนเกาะที่มีแต่ผู้หญิงซึ่งเป็นเกาะปิดไม่มีมนุษย์คนไหนผ่านเข้าไปได้ เธอถูกฝึกให้เป็นนักรบผู้เก่งกาจ เธอเติบโตมาด้วยการเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับโลกนอกเกาะจากตำรา แต่เธอไม่เคยสัมผัสมันจริงๆ เลย กระทั่งเธอไปช่วย Steve Trevor (Chris Pine) จากอุบัติเหตุเครื่องบินจมทะเล ทำให้เธอรู้ว่าโลกกำลังอยู่ในภาวะสงคราม เธอจึงขอตาม Steve ออกจากเกาะเพื่อไปช่วยยุติสงครามโลกให้ได้

ต้องชมผู้กำกับ Patty Jenkins ที่คุมโทนหนังได้กลมกล่อม ทำให้หนังมีหลากอารมณ์แต่ไม่สะเปะสะปะ บทตลกก็ทำให้หัวเราะได้ พอบทจะเศร้าก็ทำให้เราน้ำตาไหลได้เหมือนกัน และที่สำคัญคือคิวบู๊ที่จัดมาได้สวยมากๆ บทหนังก็ดีแต่บางตอนยืดยาดไปหน่อย

ที่อดชมไม่ได้คือการแสดงของ Gal Gadot เธอเหมาะกับบทนี้จริงๆ เธอมีความสวยสง่าสมเป็นเจ้าหญิง มีสีหน้าที่ดูอ่อนต่อโลก และมีแววตาที่ดูมุ่งมั่น ในหลายๆ ฉากเธอไม่ได้แสดงอะไรมากแต่สายตาเธอบอกความรู้สึกออกมาหมด ถือเป็นนักแสดงที่อนาคตไกลเลยทีเดียว ส่วนพระเอก Chris Pine ปกติเราไม่ค่อยเห็นเสน่ห์ของพระเอกคนนี้นัก การแสดงของเขามักจมและโดนนักแสดงร่วมกลบ (เช่นเรื่อง The Finest Hours ที่โดน Casey Affleck กลบ) แต่เรื่องนี้เสน่ห์เขามาเต็ม Gal และ Chris มีเคมีที่เข้ากันน่ารักมากๆ ขนาดบทรักมีน้อยยังรู้สึกเชื่อถึงความผูกพันของพวกเขา ซึ่งต้องบอกว่าฉากที่ดีที่สุดของหนังก็คือฉากที่สองคนนี้อยู่ด้วยกันนั่นแหละ

อย่างไรก็ตามหนังซุปเปอร์ฮีโร่จะมาเน้นเรื่องรักมันไม่ใช่ ตอนจบจึงต้องจัดฉากแอคชั่นมาชุดใหญ่ซึ่งก็ทำได้ดีพอสมควร แต่ยังไม่ถึงกับดีมาก เพราะมีความขาดๆ เกินๆ อยู่

ส่วนบทสรุปของหนังที่บอกว่า “only love can truly save the world” เราว่ามันยังไม่ค่อยสัมพันกับเนื้อเรื่องเท่าไหร่

ให้คะแนน 4.5/5

รีวิวหนัง ข้างหลังภาพ (2544)



ภาพยนตร์: ข้างหลังภาพ
กำกับ: เชิด ทรงศรี
นำแสดงนำ: ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ คาร่า พลสิทธ์

จากบทประพันธ์อมตะของศรีบูรพา สู่หนังรักสุดเศร้า ข้างหลังภาพถูกสร้างเป็นละคร ภาพยนตร์ และละครเวทีมาแล้วหลายครั้ง ครั้งนี้จะนำเวอร์ชั่นภาพยนตร์ในปี 2544 มารีวิว โดยจะรีวิวตามแบบหนังไม่อ้างอิงนิยาย

คุณหญิงกีรติ (คาร่า พลสิทธิ์) แต่งงานโดยปราศจากความรักกับเจ้าคุณอธิการบดี (อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา) ซึ่งเป็นเพื่อนกับท่านพ่อของเธอ เมื่อเจ้าคุณพาคุณหญิงไปฮันนีมูนที่ญี่ปุ่นจึงให้นพพร (ธีรเดช วงศ์พัวพัน) ลูกชายของเพื่อนสนิทท่านที่เรียนอยู่ที่นั่นนำเที่ยว

เจ้าคุณชราภาพมากแล้วไปเที่ยวไม่ไหว นพพรจึงต้องพาคุณหญิงไปเที่ยวแบบสองต่อสอง ความใกล้ชิดทำให้ทั้งคู่เกิดความรู้สึกพิเศษต่อกัน ความรักในวัยหนุ่มทำให้นพพรแสดงความรู้สึกออกมาอย่างเปิดเผย เขามักถามคุณหญิงว่ารู้สึกแบบเดียวกับเขาไหม แต่เธอจะตอบได้อย่างไรว่ารู้สึกเช่นเดียวกันในเมื่อเธอแต่งงานแล้วและมีอายุมากกว่าเขาเป็นสิบปี เธอจึงต้องเก็บความรักไว้ในใจ 

ต่อเมื่อเวลาผ่านไปชีวิตของคุณหญิงและนพพรก็เดินสวนทางกัน กระทั่งได้กลับมาเจอกันอีกครั้งแต่ทุกอย่างไม่เหมือนเดิม ยกเว้นก็เพียงแต่ความรู้สึกของคุณหญิงที่ไม่ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ความรักที่เธอมีให้เขาก็ยังคงรุ่งโรจน์ไม่เสื่อมคลาย

ความรักของเธอเกิดขึ้นที่นั่นและก็ตายที่นั่น แต่ของอีกคนหนึ่งกำลังรุ่งโรจน์ในร่างที่กำลังจะแตกดับ - หม่อมราชวงศ์กีรติ

หนังเรื่องนี้ทำได้งดงามตามท้องเรื่อง การดำเนินเรื่องแม้จะช้าๆ เอื่อยๆ แต่ก็ได้อารมณ์ของการก่อตัวของความรัก วิวทิวทัศน์ที่หามาก็สวยงามดูเพลินตา และที่สำคัญที่สุดคือการแสดงของคาร่า พลสิทธิ์ เธอแสดงได้สง่างาม สุภาพ เรียบร้อย สมบทบาทหม่อมราชวงศ์กีรติทุกกระเบียดนิ้ว ขณะที่เคน ธีรเดช เล่นแข็งไปหน่อย แต่ไม่ทำให้เสียอรรถรสแต่อย่างใด

ที่ชอบที่สุดอีกอย่างคือเพลงประกอบที่ขับร้องโดย โบ สุนิตา เพลงกีรติ เป็นเพลงที่แต่งมาได้ตรงกับชีวิตอันน่าสงสารของคุณหญิงเสียจริงๆ เอาเป็นว่าดูหนังเรื่องนี้มาเป็น 10 ปีแล้ว แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ได้ยินเพลงนี้ ก็ทำให้นึกถึงคุณหญิงและเห็นใจกับความอาภัพรักของเธอทุกครั้งไป

ให้คะแนน 5/5

***สปอยขั้นสูงสุด***

หลายคนคงรู้เรื่องอยู่แล้วแต่ใส่สปอยไว้ดีกว่าเผื่อบางคนไม่รู้ หนังเรื่องนี้เป็นหนังเศร้าแบบเศร้ามากๆ เพราะชีวิตคุณหญิงช่างน่าสงสาร สภาพสังคมบีบบังคับให้เธอต้องแต่งงานโดยไม่รัก แต่แล้วเธอก็มาพบรักหลังแต่งงานไม่นาน ต่อเมื่อเธอเป็นแม่หม้ายสามีตาย แต่ความรักก็ไม่สมหวังเพราะความรู้สึกของนพพรได้เปลี่ยนไปแล้ว ซึ่งก็โทษเขาไม่ได้ในเมื่อเขาไม่เคยรู้เลยว่าคุณหญิงคิดยังไงกับเขา และชีวิตเขาก็ต้องเดินหน้าต่อไปจะให้รอคอยคุณหญิงแบบลมๆ แล้งๆ คงไม่ได้ คุณหญิงจึงหมดกำลังใจที่จะรักษาตัวให้หายจากวัณโรคและจบชีวิตลงอย่างน่าใจหาย ยังดีที่เธอมีโอกาสเผยความในใจที่เก็บมานานให้เขาได้รู้ ว่าเธอก็รักเขาเช่นกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาเคยถามหลายครั้งแต่มาได้คำตอบในวันที่สายเกินไป

ฉันตายโดยปราศจากคนที่รักฉัน แต่ฉันก็อิ่มใจว่า ฉันมีคนที่ฉันรัก - หม่อมราชวงศ์กีรติ

ข้างหลังภาพ เป็นหนังน้อยเรื่องที่เรารักมากแต่หยิบมาดูไม่บ่อย ปกติถ้าชอบมากจะดูเป็นสิบๆ รอบ แต่นี่ดูแค่ 3-4 รอบ เพราะมันเศร้า ที่รักมากเพราะเรารู้สึกว่าคุณหญิงกีรติคือผู้หญิงที่ควรค่าแก่คำว่าหมดจดงดงาม เธอทำสิ่งที่ถูกต้องแม้หัวใจจะปวดร้าว เธอไม่พ่ายแพ้ให้กับหัวใจตนเอง


คุณหญิงเป็นรักแรกของนพพร ส่วนนพพรเป็นรักแท้ของคุณหญิง ซึ่งแม้คุณหญิงจะรู้ว่าเขารักแต่เธอก็ยึดมั่นในขนมธรรมเนียมประเพณีและความถูกต้อง เธอไม่ยอมทำตัวให้ด่างพร้อย ไม่ยอมเสียเกียรติแห่งวงศ์ตระกูล ซึ่งมันทำให้เรานับถือผู้หญิงคนนี้มาก เพราะเธอใช้ชีวิตได้แบบหมดจดงดงามจริงๆ

รีวิวทริประยอง 2 วัน 1 คืน @ บ้านสวนอ่าวไข่ (2559)



ทริป: ระยอง
ที่พัก: บ้านสวนอ่าวไข่
ช่วงที่ไป: มิถุนายน 2559

ชีวิตนี้ไประยองมาก็หลายครั้งแต่ก็มีอะไรใหม่ๆ ให้ไปเยี่ยมชมเก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้แทบทุกครั้ง ทริปนี้จึงเป็นทริปที่น่าประทับใจอีกทริปนึงค่ะ โดยเฉพาะถ้าได้ไปเที่ยวกับ The Gang กลุ่มเพื่อนจากที่ทำงานที่บางคนอาจไม่ได้อยู่บริษัทเดียวกันแล้วแต่เพื่อนร่วมงานก็กลายมาเป็นเพื่อนดีๆ ได้ค่ะ จึงยังคบกันมาเรื่อยๆ แถมยังพาครอบครัวที่บ้านมาร่วมทริปอีกด้วย ทำให้ทริปนี้มีตั้งแต่เด็กวัย 6 ขวบ ไปจนถึงผู้ใหญ่วัย 50+ เลยค่ะ

เนื่องจากแวะกินอาหารเช้ากันตอนสิบโมงกว่าทำให้ตอนเที่ยงไม่หิว จึงไปเที่ยวกันก่อน ที่แรกคือ เรือหลวงประแสซึ่งเป็นเรือรบหลวงที่ทำหน้าที่มาแล้วหลายรูปแบบ ทั้งปฏิบัติการในคาบสมุทรเกาหลี คุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมัน และรักษาอาณาเขตของประเทศไทย จนปี 2537 สภาพเรือผุกร่อนจึงปลดประจำการ ท้ายสุดถูกนำมาตั้งไว้ที่ตำบลปากน้ำประแสเพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดระยอง เรือหลวงลำนี้แม้จะไม่ใหญ่มากนักแต่เมื่อได้ทราบประวัติความเป็นมาแล้วก็รู้สึกถึงความขลังของสมบัติของชาติลำนี้ที่ช่วยให้เรายังมีอธิปไตยมาจนถึงทุกวันนี้ค่ะ

ถ่ายรูปรอบๆ และบนเรือหลวงจนพอใจแล้วก็ออกเดินทางต่อไปที่ ทุ่งโปรงทองซึ่งอยู่ไม่ไกลกันนัก นี่คือแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ แต่เดิมเป็นพื้นที่ทำการประมงและสวนผลไม้ จนทรัพยากรธรรมชาติบริเวณนี้ถูกทำลายเทศบาลและชาวบ้านจึงพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว โดยสร้างสะพานเพื่อเดินศึกษาธรรมชาติระยะทาง กิโลเมตร แต่พวกเราเดินแค่ 200 เมตรเกิดหิวซะก่อนเลยเดินกลับ 55+ แต่สวยงามจริงๆ ค่ะ โชคดีที่ฝนไม่ตกและแดดไม่ร้อนมาก เดินได้สบายๆ



สวนอาหารโจโจ้เป็นร้านแนะนำจากพันทิป พวกเราจึงตามไปกินและพบว่าอาหารร้านนี้อร่อยทุกอย่างจริงๆ ค่ะ แถมราคาสมเหตุสมผลด้วย แม้ร้านจะไม่ได้อยู่ริมหาดแต่รสชาติอาหารทำให้ไม่สนใจบรรยากาศใดๆ ทั้งสิ้น กินกันอย่างเอร็ดอร่อยมากค่ะ สั่งหลายอย่างมากแต่ขอลงรูปอาหารที่เราชอบที่สุดจานเดียวก็แล้วกันนะคะ แนะนำเลยค่ะ ผักกูดผัดน้ำมันหอย

จากนั้นก็เดินทางเข้าที่พัก ทริปนี้พักที่ บ้านสวนอ่าวไข่ไปกันสิบกว่าคนจึงได้ห้องพักแบบสองชั้น ชั้นล่างมีสี่ห้องนอน ชั้นบนมีสามห้องนอน ทุกห้องนอนมีห้องน้ำในตัว เอารูปเฉพาะชั้นที่เราอยู่มาลงนะคะ เราอยู่ห้องใหญ่พักได้สี่คน ห้องกว้างขวางสบายมากๆ ค่ะ แต่มาพักที่ๆ เต็มไปด้วยต้นไม้ (เหมือนอยู่ในป่า) ก็ต้องเตรียมการให้พร้อมหน่อยนะคะเพราะยุงเยอะมากจริงๆ พวกเรานี่ต้องคอยฉีดยากันยุงตามตัวกันตลอดเวลา










รีสอร์ทแห่งนี้ติดชายหาดค่ะ เก็บของแล้วก็ออกไปเล่นทะเลกันเลย คลื่นที่นี่แรงกำลังดีเล่นน้ำสนุกเลยค่ะ แต่ห้องพักของที่นี่จะไม่ติดหาดนะคะเพราะเขาจัดพื้นที่ริมหาดให้เป็นส่วนของที่นั่งกินอาหาร 


ตอนเช้าลงมากินอาหารกันริมทะเลบรรยากาศดีค่ะ เสียอย่างเดียวแมลงเยอะไปหน่อยแต่ก็เป็นธรรมชาติดีค่ะ นั่งเล่นนอนเล่นถ่ายรูปตามมุมต่างๆ ของที่พักกันจนเที่ยงก็หิวอีกรอบ (จริงๆ ก็กินกันตลอดเวลา ขนมนมเนยไม่เคยขาดค่ะทริปนี้) ก็เช็คเอาท์ไปหาอาหารเที่ยงกินกันต่อ เลือกไปที่ ร้านอาหารตำนานป่าซึ่งเป็นรีสอร์ทแต่เห็นในรีวิวว่าวิวสวยก็เลยไปลองกินกัน ที่นี่มีร้านอาหารสองแห่งคือด้านหน้ารีสอร์ทและด้านในที่อยู่ติดกับสวนน้ำ เลือกไปที่สวนน้ำเลยได้วิวสวยๆ ตอนกิน บรรยากาศดีค่ะ รสชาติอาหารก็ใช้ได้นะคะ เมนูแนะนำคือ ลาบปลา



จบทริปไปด้วยความสุขสนุกสนาน เมืองไทยมีที่เที่ยวสวยๆ เยอะเลยค่ะ มาเที่ยวเมืองไทยกันนะคะ



รีวิวหนัง Steve Jobs (2015)



ภาพยนตร์: Steve Jobs
กำกับ: Danny Boyle
นักแสดงนำ: Michael Fassbender, Kate Winslet, Seth Rogen, Jeff Daniels

หนังเรื่องนี้แบ่งเรื่องราวออกเป็น 3 ส่วน แต่ละส่วนคือเบื้องหลังก่อนงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ของ Steve Jobs (Michael Fassbender) ได้แก่ Apple Macintosh รุ่นออริจินัล (ปี 1984), NeXT Computer (ปี 1988) และ iMac (ปี 1998)

มันคือหนังชีวประวัตของ Jobs ที่เล่าเรื่องราวทั้งชีวิตส่วนตัวและการงานของเขา เราได้เห็นความสัมพันธ์อันเปราะบางของเขากับภรรยา Chrisann Brennan (Katherine Waterston) และลูกสาว Lisa (Makenzie Moss, Ripley Sobo, Perla Haney-Jardine) เห็นความผูกพันของเขากับ Joanna Hoffman (Kate Winslet) ผู้ช่วยที่ดูแลเขาทั้งการงานและเรื่องส่วนตัว และความไม่ลงรอยของเขากับเพื่อนที่เคยร่วมงานกันมา

หนังเดินเรื่องเร็วและต้องตั้งใจฟังบทสนทนาให้มากๆ เพราะเนื้อเรื่องดำเนินไปด้วยบทสนทนา เรารู้จักตัวตนของ Jobs จากสิ่งที่เขาพูด และรู้จักนิสัยของเขาจากสิ่งที่คนรอบข้างพูดถึงเขา ซึ่งหนังเรื่องนี้ไม่ได้พยายามทำให้ Jobs เป็นพระเอกแสนดี แต่นำเสนอให้เห็นว่านี่คือมนุษย์คนหนึ่งที่มีทั้งดีและร้ายในตัวเอง เขาเป็นคนเก่งที่ไม่จำเป็นต้องเป็นที่รักของทุกคน และไม่ว่าเราจะชอบเขาหรือไม่ก็ตามแต่เราก็ต้องยอมรับว่า เขาคือคนเก่งคนหนึ่งจริงๆ

การแสดงคือสิ่งที่โดดเด่นที่สุดของหนังเรื่องนี้ นักแสดงทุกคนทำหน้าที่ได้ดีโดยเฉพาะ Michael Fassbender ที่แม้รูปร่างหน้าตาจะไม่เข้าเค้า Steve Jobs เท่าไหร่แต่เขาทำให้เชื่อว่านี่คือ Jobs ผู้ชายที่มุ่งมั่นในความสำเร็จทางการงานจนลืมคนรอบข้างได้จริงๆ

สำหรับเรา Steve Jobs เป็นหนังที่ไม่สนุก แต่ไม่น่าเบื่อเพราะบทสนทนาเร็วจนไม่มีเวลาเบื่อต้องรีบฟังให้ทัน และเราก็ยอมรับว่ามันเป็นหนังดีเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะการแสดงของ Michael Fassbender และ Kate Winslet สองคนนี้ทำให้เชื่อว่าพวกเขาผูกพันจริงๆ แต่เป็นความผูกพันแบบเพื่อนรัก เป็นรักที่บริสุทธ์ใจ เรียกได้ว่าความเป็นเพื่อนของสองคนนี้นี่แหละที่ทำให้เราประทับใจที่สุดจากหนังเรื่องนี้

ให้คะแนน 3/5

รีวิวหนัง Moana (2016)


ภาพยนตร์: Moana
กำกับ: Ron Clements, Don Hall, John Musker, Chris Williams
นักแสดงนำ: ให้เสียงโดย Auli’i Cravalho, Dwayne Johnson

Moana (Auli’I Cravalho) ลูกสาวคนเดียวของหัวหน้าเผ่าโมทูนุยซึ่งกำลังจะได้รับตำแหน่งหัวหน้าเผ่าต่อจากพ่อ เธอพบว่าเกาะที่ผู้คนอยู่กันอย่างเป็นสุขนี้กำลังเกิดหายนะเพราะความอุดมสมบูรณ์เริ่มถดถอย ซึ่งสาเหตุเกิดจากในอดีต Maui (Dwayne Johnson) ได้ขโมยหัวใจของ Te Fiti เทพแห่งความอุดมสมบูรณ์ไป ทำให้ทรัพยากรต่างๆ บนโลกเสื่อมโทรมลงจนกำลังเข้าขั้นวิกฤต

Moana รู้ตัวว่าเป็นผู้ถูกเลือกจากท้องทะเลให้นำหัวใจไปคืนเทพ Te Fiti เธอจึงไปหา Maui เพื่อให้เขาเข้าร่วมภารกิจนี้ด้วย Maui เป็นคนครึ่งเทพที่หัวรั้นและหลงตัวเอง ทำให้การเดินทางของทั้งคู่ไม่ค่อยราบรื่นนัก แต่เมื่อได้รู้จักกันมากขึ้น ทั้งสองก็ค้นพบความสามารถที่แท้จริงของกันและกัน และรู้จักตนเองมากขี้นด้วย

อนิเมชั่นผจญภัยเรื่องนี้ทำได้ตื่นเต้นดี เนื้อเรื่องเข้าใจง่ายเหมาะกับเด็ก แต่ผู้ใหญ่ก็ดูได้เพราะแต่ละฉากทำได้สมจริง การเดินทางในท้องทะเลประกอบกับเพลงสนุกครื้นเครงที่ใส่มาแบบไม่บันยะบันยังทำให้เพลิดเพลินไปกับหนังได้ไม่ยาก แม้จะไม่มีจุดพีคหรือจุดไคลแม็กให้เห็นเด่นชัดแต่ก็ไม่มีจุดน่าเบื่อ

ข้อคิดจากหนังค่อนข้างดี เหมาะให้เด็กที่กำลังจะโตได้ดู หนังสอนให้เห็นถึงการค้นหาตัวเอง การกล้าลองทำสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน โดยมีผู้รู้สอนอยู่เคียงข้าง และความพยายามที่จะทำให้ภารกิจสำเร็จแม้ต้องเจออุปสรรคนานาประการ เชื่อว่าเด็กวัยประมาณ 10 -13 ขวบดูหนังแล้วน่าจะได้แรงบันดาลใจในการหาทางเรียนรู้ความสามารถที่ซ่อนอยู่ในตัวเอง


ให้คะแนน 4/5

รีวิวหนัง Trolls (2016)


ภาพยนตร์: Trolls
กำกับ: Walt Dohrn, Mike Mitchell
นักแสดงนำ: ให้เสียงโดย Anne Kendrick, Justin Timberlake, Zooey Deschanel, Russell Brand, Gwen Stefani

เรื่องราวของสิ่งมีชีวิตตัวเล็กที่เรียกว่า Trolls พวกเขาชอบร้องรำทำเพลงเป็นที่สุด Trolls เป็นเผ่าพันธ์ที่มีความสุขแทบจะตลอดเวลา โดยมีผู้นำความสุขคือ Poppy (Anna Kendrick) ลูกสาวของพระราชาของพวกเขา

วันหนึ่งสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า Bergens จับตัวเพื่อนๆ ของ Poppy ไป สร้างความตื่นกลัวให้พวก Trolls เป็นอย่างมากเพราะ Bergens คือเผ่าพันธ์ที่หาความสุขไม่ได้ ชีวิตมีแต่ความเศร้าหมอง สิ่งเดียวที่ทำให้พวกเขามีความสุขคือการกิน Trolls! Poppy จึงไปขอ Branch (Justin Timberlake) ให้ไปช่วยเธอพาเพื่อนที่โดนจับกลับมา

Branch แตกต่างจาก Trolls ตัวอื่นๆ เพราะเขามองโลกในแง่ร้ายและใช้ชีวิตโดยไร้ความสุข การเดินทางร่วมกันของ Poppy และ Branch เพื่อไปเมืองของ Bergens จึงเต็มไปด้วยความขัดแย้งเพราะคนมองโลกในแง่ดีสุดๆ กับคนมองโลกในแง่ร้ายสุดๆ มาเจอกัน แต่ความขัดแย้งก็มาบรรจบลงตัวกันได้ที่การร่วมแรงร่วมใจกันช่วยเหลือพวกพ้อง

อนิเมชั่นเรื่องนี้สีสันตระการตาดีมาก แถมมีเพลงเพราะๆ สนุกๆ ให้ฟังหลายเพลง ทำให้ดูแล้วเพลินตาเพลินหูตลอดทั้งเรื่อง เนื้อเรื่องไม่ซับซ้อนทำให้เด็กดูได้ แต่ข้อคิดของเรื่องค่อนข้างลึกซึ้งซึ่งผู้ใหญ่น่าจะชอบ มันจึงเป็นหนังอนิเมชั่นที่เด็กดูได้ผู้ใหญ่ดูดี

เสียงของ Anna Kendrick เหมาะมากที่พากษ์เป็น Poppy เพราะความใสกังวาลของเสียงทำให้เชื่อได้ว่าเธอคือคนที่มองโลกในแง่ดีและมีความสุขอยู่เสมอจริงๆ ในส่วนของ Justin Timberlake ที่พากษ์เป็น Branch ก็ทำได้ดี โดยเฉพาะตอนร้องเพลง Justin ยังทำให้เห็นว่าเขาคือนักร้องตัวจริง

Trolls ให้ข้อคิดหลักๆ สองเรื่องคือ เรื่องของความสุขที่ไม่ต้องไปหาที่ไหนไกลเพราะมันอยู่ในตัวเราทุกคนอยู่แล้ว เพียงแต่ถ้าเราหามันไม่เจอ ก็อาจต้องให้คนอื่นมาช่วยหา และเรื่องของการเดินทางสายกลาง หนังทำให้เห็นว่าการมองโลกในแง่ดีเกินไปของ Poppy ก็นำภัยมาสู่ตนเองได้ แต่ถ้าจะมองโลกในแง่ร้ายขนาด Branch ชีวิตมันก็มีแต่ความเศร้าหมอง เราต้องหาสมดุลของการมองโลกแง่ดีแง่ร้ายให้ได้แล้วความสุขก็จะบังเกิด


ให้คะแนน 4/5

รีวิวหนัง Kong: Skull Island (2017)



ภาพยนตร์: Jordan Vogt-Roberts
กำกับ: Dan Gilroy
นักแสดงนำ: Tom Hiddleston, Brie Larson, Samuel L. Jackson, John C. Reilly, John Goodman

Bill Randa (John Goodman) ได้ทุนจากรัฐบาลสหรัฐตามที่ขอเพื่อไปสำรวจเกาะร้างแห่งหนึ่ง เขาระดมทีมเพื่อไปช่วยสำรวจซึ่งประกอบไปด้วย James Conrad (Tom Hiddleston) อดีตนายทหารฝีมือดี Mason Weaver (Brie Larson) ช่างภาพสาวสวย Preston Packard (Samuel L. Jackson) หัวหน้านายทหารมืออาชีพที่มาพร้อมกับลูกน้องนับสิบนาย และทีมนักวิทยาศาสตร์อีกสองสามคน

เมื่อทั้งหมดเดินทางเข้าสู่น่านฟ้าของเกาะนั้นก็เจอกับสัตว์ประหลาดใหญ่ยักษ์ที่ทำให้พวกเขาต้องอกสั่นขวัญแขวน ทุกคนหนีตายกันไปคนละทิศละทาง จากกลุ่มใหญ่เลยกลายเป็นกลุ่มย่อยๆ กลุ่มของ James และ Mason ได้ไปเจอกับ Hank Marlow (John C. Reilly) นายทหารที่ติดอยู่ที่เกาะนี้หลายปีแล้ว พวกเขาทั้งหมดต้องหาทางไปรวมตัวกันที่จุดนัดพบภายใน 3 วันเพื่อรออีกทีมมารับ แต่การเดินทางไปที่จุดนัดพบไม่ใช่ง่ายเพราะเกาะแห่งนี้มีสัตว์ประหลาดร้ายมากกว่าที่พวกเขาคิดนัก

ช่วงครึ่งชั่วโมงแรกของหนังค่อนข้างน่าเบื่อเพราะบทปูให้เรารู้จักที่มาของตัวละครหลักแต่ละตัวนานเกินไป แต่พอทุกคนเริ่มเดินทางเข้าสู่เกาะร้างความสนุกก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หนังไม่มีปมอะไรมากมาย เพราะเป็นแนวผจญภัย ความสนุกจึงอยู่ที่การลุ้นว่าจะมีสัตว์ประหลาดตัวไหนโผล่มาตอนไหนยังไง และใครจะรอดใครจะตาย ถือว่าทำฉากตื่นเต้นได้ดี โดยเฉพาะช่วงท้ายๆ เรื่องทำได้สนุกมาก

หนังเรื่องนี้ใช้นักแสดงดังๆ มาเล่นหลายคน ซึ่งทุกคนก็ทำหน้าที่ของตัวเองได้ดี แต่เนื่องจากหนังเน้นไปที่ฉากผจญภัยจึงไม่ค่อยได้เห็นฝีมือการแสดงมากนัก เอาจริงๆ บทแบบนี้ไม่ต้องใช้พระเอกนางเอกระดับนี้มาเล่นก็ได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าพระเอก Tom Hiddleston และนางเอก Brie Larson คือเหตุผลหลักที่เราอยากดูเรื่องนี้ แม้จะรู้ว่าบทพวกเขาคงไม่เด่นนัก และแม้จะไม่มีฉากหวานให้เห็นแต่เคมีของทั้งคู่ก็น่ารักดี ^^

Kong: Skull Island เป็นหนังที่ทำมาเพื่อความบันเทิงอย่างแท้จริง หนังตื่นเต้น ลุ้นระทึก สนุกดี แถมมีข้อคิดนิดหน่อยคือบางครั้งคนเราเองนั่นแหละที่พยายามหาศัตรูใส่ตัว เหมือนสุภาษิตที่ว่าแกว่งเท้าหาเสี้ยน เพราะถ้าอยู่เฉยๆ อาจไม่มีศัตรูเลยก็ได้


ให้คะแนน 4/5

รีวิวหนัง Hidden Figures (2016)



ภาพยนตร์: Hidden Figures
กำกับ: Theodore Melfi
นักแสดงนำ: Taraji P. Henson, Octavia Spencer, Janelle Monae

Hidden Figures เป็นหนังที่สร้างมาจากเรื่องจริง เรื่องราวของผู้หญิงผิวสีชาวอเมริกัน 3 คนที่ทำงานให้กับองค์กรณ์ NASA ซึ่งขณะนั้น NASA กำลังแข่งขันอย่างหนักกับสหภาพโซเวียตในการนำยานที่มีมนุษย์อยู่ในนั้นออกไปสำรวจอวกาศให้สำเร็จ

Katherine G. Johnson (Taraji P. Henson) Dorothy Vaughan (Octavia Spencer) และ Mary Jackson (Janelle Monae) เป็นผู้หญิงที่มีความสามารถสูง แต่ไม่มีโอกาสได้แสดงฝีมือนักเพราะพวกเธอเป็นผู้หญิงผิวสีซึ่งสมัยนั้นแบ่งแยกคนผิวขาวกับผิวสีอย่างชัดเจน ขนาดห้องน้ำยังไม่ให้ใช้ร่วมกัน

แต่ด้วยความสามารถอันโดดเด่น ประกอบกับความมุ่งมั่นที่จะแสดงฝีมือของพวกเธอ ทำให้ผู้หญิงทั้ง 3 มีความสำคัญต่อความสำเร็จของ NASA เป็นอย่างมาก แต่กว่าผู้คนจะเห็นความสามารถที่แท้จริงผ่านผิวสีที่แตกต่าง พวกเธอก็ต้องผ่านอะไรมาเยอะทีเดียว

หนังเรื่องนี้ให้ทั้งความบันเทิงและแรงบันดาลใจ มันทำให้เห็นว่าไม่ว่าเราจะโดนกดแค่ไหน ไม่ว่าจะถูกสบประมาทไว้เพียงไร แต่ถ้าเราไม่กดตัวเอง ไม่ยอมแพ้กับคำดูถูกเหยียดหยาม แล้วมุ่งมั่นพยายามทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ สักวันความสำเร็จก็จะมาถึง

ประเด็นเรื่องเหยียดสีผิวของหนังไม่ได้มีอะไรใหม่เพราะวงการฮอลลิวูดทำหนังแบบนี้มานับไม่ถ้วนแล้ว แต่สิ่งใหม่ก็คือการนำเสนอที่ไม่บีบคั้นเกินไป เรารู้สึกถึงความไม่เท่าเทียมกันของคนต่างสีผิว แต่ไม่ได้รู้สึกเศร้าหมองเหมือนดูหนังเหยียดผิวเรื่องอื่นๆ ทั้งนี้น่าจะเพราะตัวละครทั้ง 3 แสดงให้เห็นว่าพวกเธอไม่เคยย่อท้อต่อความไม่เท่าเทียมนั้น ซึ่งมันเป็นการดูหนังเหยียดผิวที่ได้อารมณ์ไปอีกแบบ สนุกดี

บทหนังทำได้ดี มีทั้งดราม่าและอารมณ์ขันปะปนกันไป การเล่าเรื่องยากๆ เช่นเนื้อหาการทำงานใน NASA ก็เล่าให้เข้าใจได้ง่าย การแสดงแม้จะไม่มีใครโดดเด่นแต่ก็เข้าขากันมาก คือแสดงดีทุกคน การกำกับที่กระชับทำให้หนังไม่น่าเบื่อ แต่คงเพราะอุปสรรคในหนังมันไม่ถูกขยี้ ทำให้จุดไคลแม็กไม่ค่อยน่าตื่นเต้นมากนัก หนังเรื่องนี้จึงเป็นหนังที่ดูสนุกแต่เมื่อจบแล้วก็ไม่ได้มีอะไรประทับใจ

ให้คะแนน 3.5/5


รีวิวหนัง Hell or High Water (2016)



ภาพยนตร์: Hell or High Water
กำกับ: David Mackenzie
นักแสดงนำ: Chris Pine, Ben Foster, Jeff Bridges

Toby Howard (Chris Pine) ชวนพี่ชายที่เพิ่งออกจากคุก Tanner Howard (Ben Foster) ไปปล้นธนาคารเพื่อเอาเงินมาจ่ายหนี้บ้านและที่ดินของครอบครัวก่อนที่มันจะหลุดจำนองและโดนธนาคารยึดไป โดยธนาคารที่พวกเขาปล้นก็คือธนาคารที่เป็นเจ้าหนี้บ้านและที่ดินของพวกเขานั่นแหละ

การปล้นทำได้สำเร็จเพราะ Toby วางแผนมาอย่างดี ทำให้นายตำรวจใกล้เกษียณอย่าง Marcus Hamilton (Jeff Bridges) ต้องมาคลี่คลายคดีนี้ เขามีผู้ช่วยในการค้นหาตัวคนร้ายคือตำรวจลูกครึ่งแม็กซิกัน Alberto Parker (Gil Birmingham) ซึ่งตำรวจสองคนนี้ทำงานเข้าขากันแบบแปลกๆ เพราะพูดจาถากถางกัดกันตลอดเวลา

หนังตัดสลับไปมาระหว่างการปล้นธนาคารในแต่ละสาขาของสองพี่น้อง Howard และการทำงานของตำรวจคู่หูคู่กัด ซึ่งชั้นเชิงการปล้นและการหนีการโดนจับ กับการตามจับเป็นไปอย่างสนุกตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง

หนังเรื่องนี้แรกๆ ดูก็ธรรมดา แต่เมื่อหนังลงรายละเอียดเกี่ยวกับตัวละครแต่ละตัวไปเรื่อยๆ รวมถึงแสดงให้เห็นเหตุผลของการกระทำต่างๆ ของพวกเขา ทำให้หนังมีมิติและดูสนุกน่าติดตามตลอดเรื่อง จุดนี้ขอชมผู้กำกับที่กำหนดทิศทางของหนังได้น่าสนใจและตัดต่อได้ดีเยี่ยม

การแสดงก็ต้องบอกว่าเล่นดีทุกคน แม้จะเป็นหนังแนวคาวบอยตำรวจจับผู้ร้าย แต่ก็มีฉากให้ได้แสดงอารมณ์กันทุกคน ซึ่งก็ทำให้เราอินไปกับตัวละครได้ทุกคนเช่นกัน

หนังเสียดสีปัญหาทางการเงินของชาวอเมริกันได้เจ็บแสบ ทำให้เห็นว่าเศรษฐกิจของประเทศมีผลไปถึงความปลอดภัยของประชาชน เพราะเมื่อคนมันจนตรอกอาชญากรรมก็เกิดขึ้นโดยง่าย และหนังก็แก้เผ็ดพวกนายทุนหน้าเลือดด้วยการแต่งเรื่องให้สองพี่น้อง Howard ปล้นสำเร็จซะด้วย จะว่าไปแล้วก็สะใจดี 555+


ให้คะแนน 4/5

รีวิวหนัง Lion (2016)


ภาพยนตร์: Lion
กำกับ: Garth Davis
นักแสดงนำ: Dev Patel, Nicole Kidman, Rooney Mara

Lion เป็นหนังที่สร้างมาจากเรื่องจริง เรื่องราวของ Saroo (Sunny Pawar) วัย 5 ขวบที่พลัดหลงกับพี่ชายไปไกลทำให้เขาไปใช้ชีวิตอยู่ต่างเมืองต่างภาษา จนเขาได้รับอุปการะจากสามีภรรยาชาวออสเตรเลีย Sue Brierley (Nicole Kidman) และ John Brierley (David Wenham) เขาก็กลายมาเป็นชาวออสซี่เต็มตัว

นอกจาก Saroo แล้ว ครอบครัว Brierley ยังรับอุปการะเด็กชายอีกคนชื่อ Mantosh (Keshav Jadhav) แต่ Mantosh ไม่เหมือน Saroo เขามีความผิดปกติทางจิตทำให้เขาก่อปัญหาให้กับครอบครัวนี้บ่อยๆ

เมื่อ Saroo (Dev Patel) เติบโตขึ้นเขาก็มีความรักกับเพื่อนนักศึกษา Lucy (Rooney Mara) ทุกอย่างในชีวิตเขาเป็นไปด้วยดีแต่เขากลับรู้สึกโหยหาและอ้างว้าง เพราะเขาเชื่อว่าแม่และพี่ชายของเขาคงเป็นทุกข์อยู่ตลอดเวลา 20 ปีที่เขาหายตัวไป แล้วเขาจะมีความสุขอยู่ได้ยังไง เขาจึงใช้ Google Earth พยายามตามมาครอบครัวที่แท้จริงของตนเอง

สำหรับเราหนังเรื่องนี้ไม่สนุกเลย วิธีการเล่าเรื่องเป็นไปแบบเนิบๆ ยอมรับว่านักแสดงเล่นดีมากโดยเฉพาะนักแสดงเด็กที่เล่นเป็น Saroo แต่มันก็ไม่พอที่ทำให้เรารู้สึกว่าหนังมันน่าสนใจ เรื่องมาเริ่มสนุกตอนที่ Nicole Kidman มีบทบาทซึ่งก็ครึ่งเรื่องแล้ว แต่หนังก็เลือกที่จะเล่าเรื่องเกี่ยวกับชีวิต Saroo ตอนเติบโตมากับครอบครัวพ่อแม่บุญธรรมและน้องชายต่างสายเลือดที่มีปัญหาทางจิตเพียงน้อยนิด แล้วไปเน้นที่การค้นหาครอบครัวดั้งเดิมของ Saroo และเรื่องราวความรักของเขากับ Lucy จนหนังขาดความลึกซึ้งไปเลย

จริงๆ เนื้อเรื่องแบบนี้แถมสร้างมาจากเรื่องจริงด้วยน่าจะทำได้พีคและขยี้บทดราม่าได้มากกว่านี้ แต่หนังกลับทำไม่ถึง การตัดต่อก็ไม่เนียนทำให้ดึงอารมณ์ให้เราอินไม่ได้ตลอดเรื่อง จึงทำให้หนังน่าเบื่อไปอย่างน่าเสียดาย

สิ่งที่ดีที่สุดของเรื่องนี้คือ Nicole Kidman ขอให้คะแนนสำหรับการแสดงของเธอก็แล้วกัน

ให้คะแนน 1.5/5

***สปอยขั้นสูงสุด***

หนังต้องการจะสื่อถึงความพยายามที่ไม่ย่อท้อในการค้นหารากเหง้าตนเอง การไม่ลืมกำพืดของตนเอง และการไม่สิ้นหวังในการรอคอย มันเป็นประเด็นที่ดีแต่หนังดึงประเด็นให้โดดเด่นไม่ได้

หนังปูเรื่องความผูกพันระหว่าง Saroo กับพี่ชายและแม่เขาน้อยมาก แล้วมาเสียเวลากับการเล่าเรื่องว่า Saroo วัยเด็กเอาตัวรอดจากอันตรายต่างๆ เพียงลำพังได้ยังไง ต่อมาพอ Saroo เข้ามาอยู่ในครอบครัว Brierley หนังก็ปูได้น่าสนใจว่าครอบครัวนี้ไม่ได้ราบรื่นเพราะการที่มี Mantosh เข้ามาก็สร้างปัญหาไม่น้อย แต่หนังเลือกที่จะไม่ลงรายละเอียดตรงนี้ กลับไปเล่าเรื่องความรักระหว่าง Saroo กับ Lucy แทน ซึ่งมันไม่เกี่ยวกับประเด็นที่หนังจะสื่อเลย


ด้วยความที่หนังไม่ขยี้ให้เราอินว่า Saroo ผูกพันกับครอบครัวที่แท้จริงแค่ไหน และยังละเลยที่จะเล่าว่าเขาผ่านปัญหาของครอบครัวที่อุปการะเขามาได้อย่างไร ทำให้พอตอนจบที่เขามาบอกแม่บุญธรรมว่าจะไปหาแม่ผู้ให้กำเนิด และตอนที่เขาได้พบกับแม่ผู้ให้กำเนิดมันไม่อินเท่าที่ควร อย่างไรก็ตามมันอาจเป็นเราคนเดียวที่คิดว่าคนทำหนังเรื่องนี้ทำได้ไม่ดีนัก เพราะหนังเรื่องนี้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลมากมายรวมถึงรางวัลใหญ่อย่างออสการ์ด้วย

บทความในบล็อกนี้สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539 . ขับเคลื่อนโดย Blogger.