รีวิวหนัง Moonlight (2016)


ภาพยนตร์: Moonlight
กำกับ: Barry Jenkins
นักแสดงนำ: Mahershala Ali, Naomie Harris, Trevante Rhodes, Andre Holland

Moonlight เป็นเรื่องราวชีวิตของ Chiron ซึ่งเล่าเรื่องแบ่งเป็น 3 ส่วนจากวัยเด็กสู่วันรุ่นจนไปจบที่วัยผู้ใหญ่ ในวัยเด็ก Chiron (Alex Hibbert) เติบโตมากับแม่ที่ติดยา ยังดีที่มี Juan (Mahershala Ali) คอยช่วยดูแลยามที่แม่เขาเล่นยาหนักๆ แต่ก็น่าเศร้าที่ Juan นั่นแหละที่เป็นพ่อค้ายาซะเอง Chiron เป็นเด็กเงียบๆ เขาไม่คบเพื่อนยกเว้น Kevin (Jaden Piner) เพื่อนจากโรงเรียนที่คอยบอกให้เขาลุกขึ้นสู้เวลาโดนรังแก

เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น Chiron (Ashton Sanders) ยังคงเป็นคนเงียบๆ ไม่ต่างจากตอนเด็ก และยังคงโดนเพื่อนอันธพาลรังแกอยู่ร่ำไป กระทั่งวันที่เขาทนไม่ไหว สิ่งที่เขาทำทำให้เขาต้องย้ายไปอยู่เมืองอื่น เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ Chiron (Trevante Rhodes) ในวัยหนุ่มเปลี่ยนแปลงจากตอนเป็นวัยรุ่นเป็นคนละคน

หนังเรื่องนี้ดำเนินได้น่าสนใจในตอนต้น แต่กลับหักมุมแบบแปลกๆ ตอนท้ายเรื่อง ทำให้ดูแล้วไม่ราบรื่น เนื้อเรื่องน่าสนใจว่า Chiron ที่ถูกเลี้ยงดูโดยแม่ติดยา มีพี่เลี้ยงเป็นพ่อค้ายา เมื่อเติบโตมาจะเป็นอย่างไร แต่ประเด็นนี้กลับไม่ถูกขยี้ให้ถึงที่สุด เมื่อเรื่องเปลี่ยนทางจากดราม่าชีวิตครอบครัวกลายเป็นเรื่องราวของหนุ่มขี้เหงาไปซะนี่ มันก็เลยไม่อินและไม่ฟิน

การเล่าเรื่องโดยแบ่งเป็น 3 ส่วนไม่ทำให้เนื้อเรื่องเสียแต่อย่างใด แต่ความลึกซึ้งในแต่ละส่วนยังไม่มากพอที่จะทำให้เราอินได้ การแสดงของนักแสดงหลักทำได้ดี แต่ไม่ถึงกับโดดเด่น แม้แต่ Mahershala Ali ที่ได้ออสการ์สาขาสมทบชายยอดเยี่ยมจากเรื่องนี้ เราก็ว่ายังแสดงได้ธรรมดาๆ

Chiron เป็นเกย์ นี่ไม่ได้สปอยเพราะหนังโฆษณาไว้แบบนี้อยู่แล้ว ซึ่งเราไม่ได้ตะขิดตะขวงใจในการดูหนังที่ตัวเอกเป็นเกย์ เราสนใจด้วยซ้ำว่าหนังจะสะท้อนอะไรจากการเจริญเติบโตของเด็กชายคนหนึ่งแล้วกลายเป็นผู้ชายรักร่วมเพศ แต่เราไม่ได้อะไรจากหนังเลย หนังเหมือนจะขมวดปมในแต่ละจุดให้เข้มข้นแต่แล้วก็คลายออกทั้งที่ยังไม่พีคแล้วก็ตัดไปอีกพาร์ทซะงั้น น่าเสียดายจริงๆ

ให้คะแนน 2/5

***สปอยขั้นสูงสุด***

เราอาจตั้งความหวังไว้สูงเพราะ Moonlight ได้รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเวทีออสการ์ แต่พอเอามาดูแล้วกลับไม่ดีอย่างที่คิด หนังปูเรื่องได้ดีเพราะมันย้อนแย้งดีที่ Chiron มีแม่ติดยาแต่กลับได้รับการช่วยเหลือจากพ่อค้ายา ทำให้อยากรู้ว่าจุดนี้ทำให้ Chiron กลายเป็นคนยังไง แต่หนังก็ทิ้งประเด็นนี้ไป ตัดไปที่ช่วงวัยรุ่นเลย

พอเป็นวัยรุ่น พ่อค้ายาก็ตายไปซะแล้ว คนที่เข้ามามีบทบาทต่อ
Chiron เพิ่มขึ้นคือ Kevin เพื่อนในวัยเด็กที่มีรสนิยม 2 เพศ คือได้ทั้งหญิงและชาย แต่เมื่อ Kevin โดนกดดันจากเพื่อนอันธพาลให้ทำร้าย Chiron เขาก็ทำทั้งๆ ที่ไม่อยาก นี่ทำให้ Chiron ระเบิดอารมณ์ที่เก็บกักมานาน เขาไปทำร้ายคนที่สั่งให้ Kevin มารังแกเขาจนต้องโดนตำรวจจับ

การเข้าไปอยู่ในคุกทำให้ Chiron แข็งแกร่งขึ้น เมื่อออกจากคุกเขาก็กลายเป็นพ่อค้ายาผู้น่าเกรงขาม เขาเปลี่ยนจากวัยเด็กและวัยรุ่นไปโดยสิ้นเชิง แต่เราก็ไม่มีโอกาสได้เห็นถึงกระบวนการเปลี่ยนแปลงนี้เลย ตัดภาพมาอีกทีก็กลายเป็นพ่อค้ายาไปซะแล้ว


คือเนื้อเรื่องน่าสนใจแต่ดำเนินไปได้ไม่สุดสักจุด เราเลยสงสัยว่าอะไรที่ทำให้หนังเรื่องนี้ได้รางวัล???

รีวิวหนัง Manchester by the Sea (2016)



ภาพยนตร์: Manchester by the Sea
กำกับ: Kenneth Lonergan
นักแสดงนำ: Casey Affleck, Michelle Williams, Kyle Chandler, Lucas Hedges

Manchester by the Sea คือหนังเศร้าที่น่าค้นหา เรื่องราวของ Lee Chandler (Casey Affleck) ชายหนุ่มที่ทำตัวแปลกแยกจากสังคมตลอดเวลา กระทั่งพี่ชายคนเดียวของเขา Joe Chandler (Kyle Chandler) เสียชีวิตเขาจึงต้องไปจัดการงานศพพี่ชายที่เมืองแมนเชสเตอร์ ซึ่งเมื่อไปถึงเขาก็รับรู้ว่า Joe เขียนพินัยกรรมโดยยกลูกชายวัยรุ่นชื่อ Patrick (Lucas Hedges) ให้เขาดูแล

การดูแลหนุ่มวัยรุ่นเป็นเรื่องยากอยู่แล้วสำหรับ Lee แต่การที่เขาต้องกลับมาที่เมืองแมนเชสเตอร์นี่ซิมันยากยิ่งกว่า เพราะเมืองนี้มีความหลังฝังใจที่เขาลืมไม่ได้ และมันกำลังกลับมาตามทำร้ายจิตใจเขาอีกครั้ง เขาจึงสั่งให้ Patrick ย้ายจากเมืองนี้ไปอยู่เมืองที่เขาอยู่ปัจจุบันซึ่ง Patrick รับไม่ได้เพราะเด็กหนุ่มมีชีวิตที่ดีที่เมืองนี้ Patrick ไม่ต้องการย้ายไปไหน ปัญหาระหว่างอาหลานจึงเกิดขึ้น

หนังเรื่องนี้ไม่ใช่สำหรับทุกคน มันเหมาะกับคนที่ชอบดูหนังรางวัลโดยเฉพาะ เพราะการดำเนินเรื่องแบบเรื่อยๆ ไม่มีจุดพีคอะไรมากนักอาจทำให้คนที่ไม่ใช่คอหนังแนวนี้เบื่อได้ แต่ถ้ามองว่ามันเป็นหนังที่สะท้อนปัญหาชีวิตจริงๆ ปัญหาชีวิตที่หาทางออกไม่ได้ มันก็เป็นหนังที่ดีมากทีเดียว

การตัดต่อเล่าสลับฉากระหว่างเหตุการณ์ปัจจุบันและอดีตทำให้หนังดูน่าค้นหา เราเริ่มต้นจากความสงสัยในพฤติกรรมแปลกแยกของ Lee ตอนต้นเรื่องจนเรื่องค่อยๆ เฉลยว่าอะไรที่ทำให้เขาเป็นแบบนั้น ซึ่งบอกเลยว่ามันเรียลมาก ถ้าเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นกับเรา เราว่าเราอาจจะเป็นหนักกว่า Lee ด้วยซ้ำ ต้องชมผู้กำกับว่าดำเนินเรื่องได้น่าสนใจมาก ทำให้เราค่อยๆ อินไปกับ Lee ที่ตอนแรกรู้สึกไม่น่าเอาใจช่วยเท่าไหร่จนกลายเป็นความเห็นใจอย่างยิ่งยวดในตอนหลังได้

ที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือการแสดงอันยอดเยี่ยมของทุกคนในเรื่อง โดยเฉพาะ Casey Affleck ตัวละคร Lee มีมิติมาก เขาถ่ายทอดออกมาได้สมจริง ดูไม่เป็นการแสดง เรารู้สึกว่าผู้ชายคนนี้มีตัวตนอยู่จริงๆ อีกคนที่ต้องชมคือ Michelle Williams รับบทเป็นภรรยาเก่าของ Lee คนนี้เล่นน้อยแต่ได้มาก ออกมาไม่กี่ฉากแต่เป็นฉากจำทั้งสิ้น สมแล้วที่แม้มีแอร์ไทม์น้อยแต่เธอก็ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลจากบทนี้

ข้อคิดที่เราได้จากหนังคือการก้าวผ่านความทุกข์บางอย่างนั้น บางทีทั้งชีวิตก็ทำไม่ได้ เพราะมันทุกข์แสนสาหัสเกินไป สิ่งที่ทำได้คือต้องอดทนให้ถึงที่สุดแล้วใช้ชีวิตให้ผ่านไปในแต่ละวันให้ได้ แต่สิ่งที่ดีที่สุดก็คือคนรอบข้างที่พร้อมจะเข้าใจในวันที่เราไม่มีแรงจะลุกขึ้นสู้อีกต่อไป

ให้คะแนน 4.5/5

***สปอยขั้นสูงสุด***

หนังเรื่องนี้ได้รางวัลออสการ์สาขาบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยมเพราะมันยอดเยี่ยมจริงๆ หนังเสนอให้เห็นว่าปัญหาของ Patrick หนุ่มวัยรุ่นที่เพิ่งเสียพ่อไปและอายังจะย้ายเขาไปอยู่ในที่ๆ เขาไม่คุ้นเคยอีก มันคือปัญหาใหญ่สำหรับเขาจริงๆ เราจึงเข้าใจความไม่พอใจที่ Patrick มีต่อ Lee

แต่เมื่อดูไปเรื่อยๆ เราก็รับรู้ว่าปัญหาที่ Lee เผชิญอยู่มันหนักหนาสาหัสกว่าหลายเท่านัก จากทีแรกที่สงสัยว่าทำไม Lee ถึงไม่ยอมเสียสละที่จะมาอยู่เมืองแมนเชสเตอร์กับหลานทั้งๆ ที่งานเขาที่อีกเมืองก็ไม่ได้ดีอะไร แต่พอรู้ว่าที่เมืองแมนเชสเตอร์แห่งนี้เขาเคยอยู่อย่างมีความสุขกับภรรยา กระทั่งเขาสะเพร่าทำไฟไหม้บ้านจนลูกเล็ก 3 คนของเขาโดนไฟครอกตาย ก็เข้าใจว่ามันคือความทุกข์ที่เขาลืมไม่ได้จริงๆ


สิ่งที่เราชอบที่สุดจากหนังเรื่องนี้คือตอนจบที่ไม่โลกสวย Lee ไม่ได้เปลี่ยนเป็นคนที่แปลกแยกน้อยลง เขายังเป็น Lee คนเดิมที่ไม่สามารถลืมความทุกข์ในใจได้ ดังนั้นสิ่งที่เปลี่ยนไม่ใช่ Lee แต่คือ Patrick ต่างหาก Patrick ที่เคยไม่เข้าใจอาก็เริ่มเข้าใจ และนอกจาก Patrick แล้วตัวเราเองก็เปลี่ยนด้วย เราเข้าใจ Lee มากขึ้น มองโลกกว้างขื้นว่าการที่คนเรามีพฤตกรรมแปลกๆ เราไม่มีสิทธิ์ไปตัดสินเขาเพราะเราไม่รู้เลยว่าเขาต้องผ่านเรื่องเลวร้ายอะไรมาบ้าง และเมื่อความคิดเปลี่ยน มุมมองที่เรามีต่อ Lee ก็เปลี่ยน จากที่เคยคิดว่าเขาเป็นคนหนีปัญหา กลายเป็นรู้สึกว่าเขาเป็นคนที่เข้มแข็งมากที่สุดคนนึงเลย

รีวิวหนัง John Wick: Chapter 2 (2017)



ภาพยนตร์: John Wick: Chapter 2
กำกับ: Chad Stahelski
นักแสดงนำ: Keanu Reeves, Riccardo Scamarcio, Ian McShane, Laurence Fishburne

เรื่องนี้เป็นภาคสองของ John Wick โดยดำเนินเรื่องต่อมาว่าเมื่อ John (Keanu Reeves) แก้แค้นให้หมาสำเร็จแล้วในภาคแรก เขาก็อยากกลับไปใช้ชีวิตสงบๆ อีกครั้งแต่ทำไม่ได้เพราะโดน Santino D’Antonio (Riccardo Scamarcio) บีบให้มาทำงานชิ้นสำคัญให้ นั่นคือการลอบสังหาร Gianna D’Antonio (Claudia Gerini) พี่สาวของ Santino เอง ต่อเมื่อ John ฆ่า Gianna สำเร็จแต่เรื่องก็ไม่จบ เพราะเขาก็ต้องหนีการตามฆ่าจากคนของ Santino อีกที

ภาคนี้ยังคงความมันส์ระดับพระกาฬได้ไม่แพ้ภาคแรก John ยังเก่งเสมอต้นเสมอปลาย อันนี้ต้องชม Keanu Reeves ที่สร้างคาแรคเตอร์ตัวละครได้น่าเกรงขาม และน่าเชื่อว่าเขาคือนักฆ่ามือหนึ่งจริงๆ

ตัวละครในภาคนี้มีหลายฝักหลายฝ่ายแต่เรื่องก็ไม่ได้ดูยากอะไร เนื้อหาไม่ซับซ้อนเพราะหนังเน้นไปที่ฉากบู๊ที่มีให้ดูแบบไม่ขาดสาย โดยแต่ละฉากก็สรรหามุมกล้องแปลกตา และการต่อสู้แปลกใหม่ เช่นการสู้กันในห้องกระจก ทำให้ดูเพลินจนลืมเวลา ฉากแอคชั่นทำได้ดี ฉากดราม่าที่ใส่เข้ามายังไม่ขยี้เท่าไหร่ แต่ก็ไม่ใช่สาระสำคัญอะไรเน้นมันส์อย่างเดียวก็พอแล้ว

สรุปคือไม่ผิดหวังกับหนังเรื่องนี้ของ Keanu Reeves ซึ่งถ้าเขาจะสร้างภาคต่อของ John Wick เหมือนกับหนังพวก James Bond Jason Bourne หรือ Jack Reacher ก็น่าสนใจเพราะ John Wick มีคาแรคเตอร์ที่แตกต่างจากพระเอกแอคชั่นฮีโร่ทั่วไป คือเขาไม่ได้ไปสู้เพื่อช่วยใคร แต่กระนั้นเขาก็เป็นพระเอกที่น่าเอาใจช่วยเสมอ


ให้คะแนน 4/5

รีวิวหนัง John Wick (2014)



ภาพยนตร์: John Wick
กำกับ: Chad Stahelski, David Leitch
นักแสดงนำ: Keanu Reeves, Michael Nyqvist, Alfie Allen

John Wick (Keanu Reeves) คือนักฆ่ามือฉมังผู้อำลาวงการไปใช้ชีวิตอยู่กับ Helen (Bridget Moynahan) ภรรยาของเขา แต่แล้วเธอก็เสียชีวิตด้วยโรคร้าย ก่อนตาย Helen จัดการส่งหมาตัวหนึ่งมาอยู่เป็นเพื่อนเขาเพื่อให้เขาได้คลายทุกข์ซึ่งมันก็ช่วยเขาได้มาก แต่ไม่นานก็มีชายวัยรุ่นบุกมาชิงรถเขาและฆ่าหมาของเขาตาย

John โกรธมาก เขาต้องการตามล่าชายวัยรุ่นคนนี้เพื่อล้างแค้น ทำให้เขาต้องกลับสู่วงจรการเป็นนักฆ่าอีกครั้ง แต่ชายวัยรุ่นคนนี้ไม่ใช่ธรรมดาเพราะเขาคือ Iosef Tarasov (Alfie Allen) ลูกชายเจ้าพ่อแก๊งมาเฟียขาใหญ่ Viggo Tarasov (Michael Nyqvist) การไล่ล่าล้างแค้นของ John จึงเต็มไปด้วยความมันทะลุจอ

เนื้อเรื่องไม่มีอะไรซับซ้อน ไม่ได้ให้ข้อคิดอะไร แต่มันคือหนังแอคชั่นสุดมันที่ดูเพลินจริงๆ การปูเรื่องไม่ยืดเยื้อ เหตุผลที่ John กลับคืนวงการมีไม่มาก แค่แก้แค้นให้หมา แต่มันเป็นหมาที่เมียผู้ล่วงลับซึ่งเขารักมากสุดๆ หามาให้ ก็ดูน่าเชื่อในความแค้นของเขา

จุดเด่นที่สุดของหนังเรื่องนี้คือการแสดงของ Keanu มันไม่ใช่การแสดงอารมณ์ขั้นเทพแต่อย่างใด แต่ Keanu ทำสิ่งที่เขาถนัดที่สุดคือแสดงบทบู๊ได้ดูน่าเชื่อ เพราะเขาดูเหมือนนักฆ่าผู้เก่งกาจจนใครๆ ก็ขยาดจริงๆ ต้องชมอีกอย่างคือการตัดต่อ หนังไม่เยิ่นเย้อ กระชับแต่ดูรู้เรื่อง ยิ่งฉากบู๊คือตัดต่อเนียนมาก ดูแบบไม่กะพริบตาเลย การแสดงบทบู๊ของ Keanu ผสมกับการตัดต่อที่ลงตัวทำให้ John Wick เป็นหนังแอคชั่นที่สนุกที่สุดเรื่องนึงสำหรับเรา


ให้คะแนน 4/5

รีวิวหนัง Jack Reacher: Never Go Back (2016)



ภาพยนตร์: Jack Reacher: Never Go Back
กำกับ: Edward Zwick
นักแสดงนำ: Tom Cruise, Cobie Smulders, Danika Yarosh

อดีตนายทหาร Jack Reacher (Tom Cruise) เดินทางไปหาผู้พันหญิง Susan Turner (Cobie Smulders) แต่กลับพบว่าเธอถูกข้อหาจารกรรมขายชาติ เขาจึงหาทางช่วยแต่ก็ต้องงงเป็นไก่ตาแตกเมื่อเขาเองก็โดนคดีเหมือนกัน เพราะมีคนแจ้งความว่าเขาละทิ้งลูกเมีย Jack จึงไปสะกดรอยตาม Samantha (Danika Yarosh) ผู้ที่อ้างว่าเป็นลูกสาววัย 16 ปีของเขา โดยที่เขายังไม่ปักใจเชื่อว่าเธอคือลูกเขาจริงๆ

เรื่องมาวุ่นวายเพิ่มขึ้นเมื่อผู้ที่อยู่เบื้องหลังในการจับกุม Susan ไม่ต้องการให้ Jack มายุ่งเรื่องนี้ เขาจึงสั่งให้คนไปจับตัว Samantha เพื่อจะได้เอามาเป็นตัวประกันแต่ Jack ไปช่วยไว้ได้ทัน และเขายังไปช่วย Susan แหกคุกออกมาด้วย ทำให้ทั้ง Jack Susan และ Samantha ต้องมาร่วมหัวจมท้ายด้วยกันเพื่อคลี่คลายคดีก่อนที่ตัวร้ายจะจัดการพวกเขาสำเร็จ

เรื่องนี้เป็นภาคต่อของเรื่อง Jack Reacher แต่ถึงไม่ดูภาคแรกก็ดูภาคนี้รู้เรื่อง ซึ่งต้องบอกว่าภาคนี้ทำได้สนุกกว่าภาคแรกมาก เพราะมีการผสมผสานฉากสืบสวนกับฉากแอคชั่นได้อย่างพอเหมาะ ทำให้หนังมีหลายมิติคือทั้งน่าสนใจในปมที่สืบและน่าตื่นตาตื่นใจในฉากบู๊ทั้งหลาย

การมีบท Susan Turner เข้ามาทำให้หนังยิ่งสนุกเพราะทหารหญิงคนนี้เก่งและมีบทบาทเยอะ ส่วนตัวแล้วเราชอบหนังแอคชั่นที่ให้นางเอกเก่งไม่เป็นตัวถ่วงซึ่งเรื่องนี้ทำได้ดี และประเด็นที่ว่า Samantha เป็นลูก Jack หรือไม่ก็ทำได้น่าค้นหาดี

แม้หนังเรื่องนี้จะไม่ได้ให้ข้อคิดอะไรนัก แต่ก็ทำให้ซาบซึ้งถึงประเด็นการอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวได้ดี ไม่บ่อยนักที่หนังบู๊จะแทรกมุมอ่อนโยนแบบนี้ออกมา เรื่องนี้จึงเป็นหนังแอคชั่นสอบสวนที่กลมกล่อม


ให้คะแนน 4.5/5

รีวิวหนัง Jack Reacher (2012)



ภาพยนตร์: Jack Reacher
กำกับ: Christopher McQuarrie
นักแสดงนำ: Tom Cruise, Rosamund Pike, Richard Jenkins

Jack Reacher (Tom Cruise) คืออดีตนายทหารผู้เก่งกาจ เขาทำตัวล่องหนจนใครๆ ไม่อาจหาตัวพบ แต่แล้วเขาก็ปรากฎตัวขึ้นเมื่อ Barr (Joseph Sikora) ผู้ต้องหาคดีฆ่า 5 ศพเรียกร้องหาเขา Jack มาร่วมมือกับ Helen (Rosamund Pike) ทนายสาวของ Barr เพื่อช่วยคลี่คลายคดี

หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังบู๊แอคชั่นสุดมัน แต่เป็นหนังแนวสืบสวนสอบสวนให้เราได้คิดตามแทบตลอดทั้งเรื่อง การผูกเรื่องทำได้น่าสนใจ มีหลายจุดทำให้เราอยากรู้อยากเห็นว่ามันคืออะไรยังไง ดูแล้วไม่น่าเบื่อ แม้จะมีบางตอนที่เล่าเรื่องช้าไปหน่อยก็ตาม

พระเอก Tom Cruise เล่นได้ดีในบทแบบนี้แต่ก็ไม่ได้แตกต่างจากบทที่เขาเคยเล่นใน Mission Impossible มากนัก กล่าวคือเขาเล่นเป็นตัวเองนั่นเอง 555+ เคมีระหว่างเขากับ Rosamund Pike ดูดีใช้ได้ แต่หนังไม่ได้เน้นเรื่องรักทำให้ไม่ได้เห็นความกุ๊กกิ๊กน่ารักของคนคู่นี้เท่าไหร่

ข้อเสียคือหนังปูมาค่อนข้างซับซ้อนแต่ดันคลายปมง่ายๆ อยู่ดีๆ ก็ขมวดเรื่องและเปิดเผยผู้ร้ายตัวจริง จากนั้นก็พาไปสู่ฉากแอคชั่นตอนจบเลย ดูแล้วสะดุดอย่างน่าเสียดาย


ให้คะแนน 3.5/5

รีวิวหนัง Beauty and the Beast (2017)



ภาพยนตร์: Beauty and the Beast
กำกับ: Bill Condon
นักแสดงนำ: Emma Watson, Dan Stevens, Luke Evans

Beauty and the Beast เป็นหนังที่ผู้ใหญ่ดูได้เด็กดูดี มันไม่ลึกซึ้งตราตรึงมากนัก แต่ถ้ามองว่ามันทำมาให้ดูได้ทั้งครอบครัว แม้เด็กน้อยก็ยังดูสนุก ก็ถือว่าเป็นหนังดีเรื่องนึงเลย

เมื่อ Maurice (Kevin Kline) หายไปในป่า Belle (Emma Watson) ลูกสาวของเขาจึงต้องไปตาม แล้วเธอก็พบว่าพ่อถูก Beast (Dan Stevens) จับตัวไปขังเนื่องจากพ่อเธอไปเด็ดดอกกุหลาบจากสวนของ Beast โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

Belle ต่อรองให้ Beast จับตัวเธอแทนแล้วปล่อยพ่อไปซะ โดยหวังว่าเธอจะหนีจาก Beast ได้ แต่พอเอาเข้าจริงเธอก็ไม่หนีเมื่อเห็นว่า Beast ต้องเจ็บตัวจากการไปช่วยเหลือเธอจากฝูงหมาป่า

Belle ได้เรียนรู้นิสัยของ Beast และพบว่าจิตใจเขาไม่ได้แย่อย่างที่รูปลักษณ์เขาเป็น และเมื่อเขาปล่อยตัวเธอให้กลับไปพบพ่อ เธอก็พบว่าคนที่มีรูปลักษณ์น่าหลงไหลอย่าง Gaston (Luke Evans) ผู้ชายที่มาติดพันเธอนั้น กลับเป็นคนที่มีจิตใจมืดมิดไม่สมกับรูปลักษณ์ภายนอกเลย ทำให้เห็นว่าคนเราดูกันแค่ที่รูปร่างหน้าตาไม่ได้จริงๆ

หนังเรื่องนี้การแสดงดี Emma Watson แบกหนังไว้ทั้งเรื่องได้ดี แต่ที่ต้องชมเป็นพิเศษคือ Luke Evans ที่เล่นได้โดดเด่นจริงๆ เรื่องนี้เพลงเพราะมาก Effect ต่างๆ ก็น่าตื่นตาตื่นใจ ฉากก็สวย คือองค์ประกอบโดยรวมดีงาม เสียนิดเดียวที่เนื้อหาไม่เข้มข้นเท่าไหร่ แถมยังดำเนินเรื่องเอื่อยไปหน่อยในตอนต้น อย่างไรก็ตามมันเป็นหนังที่ดูได้เพลินๆ ดูไปยิ้มไป ไม่เครียด ถือเป็นหนังดีเรื่องหนึ่ง


ให้คะแนน 4/5

รีวิวหนัง La La Land (2016)



ภาพยนตร์: La La Land
กำกับ: Damien Chazelle
นักแสดงนำ: Ryan Gosling, Emma Stone

La La Land กล่าวถึงหนุ่มสาวที่มีความฝันคู่หนึ่ง Mia (Emma Stone) ฝันจะเป็นนักแสดง เธอเฝ้าไปออดิชั่นตามงานแสดงต่างๆ แต่ก็ยังไม่ผ่าน เธอจึงต้องเลี้ยงชีพด้วยการเป็นพนักงานขายกาแฟไปก่อน ขณะที่ Sebastian (Ryan Gosling) ฝันอยากเป็นนักดนตรีแจ๊สที่โด่งดัง แต่ตอนนี้เขาก็ต้องเลี้ยงชีพด้วยการเป็นนักดนตรีอิสระ เล่นดนตรีตามงานแล้วแต่ใครจะจ้างไปก่อน

ทั้งสองใช้ชีวิตอยู่ในนครแห่งความฝันนั่นก็คือลอสแอนเจลิสนั่นเอง
เมื่อคนช่างฝันสองคนมาเจอกันก็เหมือนมีแรงดึงดูดที่ทำให้พวกเขารักกันไม่ยากนัก แต่ก็เพราะความช่างฝันนั่นแหละที่ทำให้พวกเขาต้องพรากจากกัน

La La Land เป็นหนังที่เนื้อหาไม่เข้มข้น แต่ชั้นเชิงในการเล่าเรื่องทำให้หนังเนื้อเรื่องธรรมดาๆ เรื่องนี้ดูสนุกและมีมิติขึ้นมาได้ ผู้กำกับ Damien Chazelle เคยทำให้เราตะลึงมาแล้วกับฝีมือการกำกับหนังเรื่อง Whiplash มาเรื่องนี้เขาก็ยังคงแสดงฝีมือเหนือชั้นกับการถ่ายทอดหนังรักให้ออกมาในรูปแบบมิวสิคัลย้อนยุคที่กลมกล่อม ไม่ว่าจะฉากสนทนา ฉากร้องเพลง ฉากเต้น การตัดสลับไปมาระหว่างแต่ละฉาก มันช่างไหลลื่นดูแล้วเพลิดเพลินดีจริงๆ

อีกส่วนที่ทำให้หนังน่าหลงไหลก็คือฝีมือการแสดงของ Ryan และ Emma ทั้งคู่เคยร่วมงานกันมาก่อนในเรื่อง Crazy, Stupid, Love และ Gangster Squad นี่จึงเป็นการเจอกันครั้งที่ 3 ซึ่งยอมรับเลยว่าพวกเขาเคมีเข้ากันน่ารักมากๆ ดูแล้วอิน ดูแล้วเชื่อว่ารักกันจริงๆ

อย่างไรก็ตามเราว่าหนังเรื่องนี้บทธรรมดาไปหน่อย ถ้าไม่ได้ฝีมือการกำกับที่ยอดเยี่ยมของ Damien มันจะเป็นหนังที่ไม่มีอะไรน่าสนใจเท่าไหร่ เพราะข้อคิดเรื่องการทำตามความฝัน ความมุ่งมั่นที่จะล่าฝันโดยไม่ลดละ มันไม่ได้เป็นข้อคิดใหม่อะไรเลย


ให้คะแนน 3/5

รีวิวหนัง Patriots Day (2016)



ภาพยนตร์: Patriots Day
กำกับ: Peter Berg
นักแสดงนำ: Mark Wahlberg, Kevin Bacon, John Goodman, J.K. Simmons, Michelle Monaghan

หนังเรื่องนี้ตัวละครเยอะมาก และแม้เราจะจำชื่อตัวละครส่วนใหญ่ไม่ได้ แต่ก็ไม่ทำให้หนังสนุกน้อยลงแต่อย่างใด Patriots Day คือวันรำลึกถึงสมรภูมิแรกของสงครามปฏิวัติของชาวอเมริกัน หนังสร้างมาจากเหตุการณ์จริงในช่วงเฉลิมฉลอง Patriots Day ในบอสตันซึ่งมีการจัดการวิ่งมาราธอนประจำเมือง ถือเป็นงานใหญ่ที่สุดงานหนึ่งที่ชาวบอสตันออกมาร่วมงาน

แต่แล้วก็เกิดระเบิดขึ้นกลางงานทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย และผู้บาดเจ็บกว่า 200 ราย งานนี้นายตำรวจบอสตันอย่าง Tommy Saunders (Mark Wahlberg) จึงต้องร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ FBI Richard DesLauriers (Kevin Bacon) และผู้เกี่ยวข้องอีกหลายคนเพื่อหาตัวคนร้าย ต่อเมื่อรู้ตัวคนร้ายแล้ว การตามล่าและการต่อสู้กันอย่างมันหยดจึงเกิดขึ้น

Patriots Day เป็นหนังที่สนุกมาก แม้ช่วงต้นจะใช้เวลาแนะนำตัวละครมากเหลือเกินแต่ตอนท้ายเราก็ได้รู้ว่าตัวละครเหล่านั้นมาช่วยเติมเต็มให้เรื่องสมบูรณ์นั่นเอง ตัวละครแทบทุกตัวในเรื่องมีตัวตนจริงๆ ยกเว้นพระเอก Mark Wahlberg ที่รับบทตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นมา แต่กระนั้นเขาก็คือตัวละครที่สร้างมาจากนายตำรวจจริงๆ หลายๆ คนที่มีส่วนร่วมในการจับตัวผู้ก่อการร้ายครั้งนี้

เรื่องนี้ได้นักแสดงฝีมือเยี่ยมมาร่วมงานหลายคนไม่ว่าจะเป็น Kevin Bacon, J.K. Simmons หรือ John Goodman แต่ละคนทำหน้าที่ในบทของตัวเองได้ดี แต่เราว่าผู้กำกับ Peter Berg ยังใช้ศักยภาพของพวกเขาได้ไม่เต็มที่ ฉากดราม่าต่างๆ ยังดูไม่ค่อยลึกเท่าไหร่  

เรื่องนี้พระเอก Mark Wahlberg มีบทบาทไม่เด่นนัก แต่ไม่เป็นไรเพราะมันแสดงให้เห็นว่าเหตุการณ์ร้ายนี้ไม่ใช่คนๆ เดียวที่จะเป็นฮีโร่มาคลี่คลายสถานการณ์ได้ แต่มันต้องมาจากความร่วมแรงร่วมใจของทุกฝ่าย ซึ่งก็คือข้อคิดที่หนังต้องการนำเสนอนั่นเอง

ฉากแอคชั่นในเรื่องสนุกและระทึกใจมาก เราดูไปลุ้นไปตลอด และพอตอนจบเมื่อหนังให้แง่คิดเรื่องการร่วมแรงร่วมใจกันของชาวบอสตันที่เรียกว่า Boston Strong มันก็ทำให้เราซาบซึ้ง ดึงอารมณ์หม่นหมองกับการตายของคนบริสุทธิ์ของเราให้กลับมารู้สึกอิ่มเอมได้

หนังเรื่องนี้ทำรายได้ไม่มาก คาดว่าหนังอาจสร้างมาเร็วเกินไปเพราะเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อปี 2013 เอง คนอเมริกันอาจยังทำใจไม่ได้ที่จะไปดูหนังเรื่องนี้ แต่มันไม่ใช่หนังเศร้า แม้จะผู้บริสุทธิ์ตายซึ่ง 1 ในนั้นคือเด็กชายอายุเพียง 8 ขวบก็ตาม มันคือหนังที่ทำให้รู้ว่าเราต้องสู้กับความเกลียดชังด้วยความรัก และความรักก็จะชนะทุกอย่าง

ให้คะแนน 4.5/5

***สปอยขั้นสูงสุด***

หนังเรื่องนี้ทำให้เราอิ่มเอมเพราะมันไม่ใช่หนังแอคชั่นฮีโร่ที่มีพระเอกคนเก่งมาปราบคนร้าย แต่มันคือการร่วมมือกันของชาวเมืองบอสตัน หนังแสดงให้เห็นการทำงานอย่างน่านับถือของเจ้าหน้าที่ทุกคน เช่นฉากระเบิดที่ประชาชนวิ่งออกมาจากจุดระเบิดแต่เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับวิ่งเข้าไปเพื่อรีบช่วยคนเจ็บ ฉากที่ตำรวจนายหนึ่งยืนตัวตรงเฝ้าศพเด็กชายวัย 8 ขวบไม่ไปไหนเป็นเวลาหลายชั่วโมง แม้จะเป็นศพแต่ตำรวจนายนี้ก็ยืนให้เกียรติอย่างสง่างาม ฉากที่เจ้าหน้าที่ FBI ยังไม่อยากเปิดโฉมหน้าคนร้ายที่ยังไม่แน่ใจ 100% ให้ประชาชนเห็นเพราะคนร้าย 2 คนนี้เป็นชาวมุสลิม ถ้าเกิดไม่ใช่คนร้ายตัวจริงมันจะทำให้มีเรื่องเข้าใจผิดตามมาซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่เจ้าหน้าที่ไม่ลืมนึกถึง และฉากที่ตำรวจนายหนึ่งไม่ยอมให้ปืนแก่คนร้ายแม้จะโดนคนร้ายเอาปืนมาจ่อหน้า เขารักษาอาวุธประจำกายของเขาจนสิ้นชีพ

ขณะที่ชาวเมืองบอสตันก็ไม่นิ่งดูดาย เมื่อมีเหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้นในเมือง พวกเขาก็แสดงพลังออกมา ไม่ว่าจะเป็นการนำคลิปวันเกิดเหตุมาเผยแพร่เพื่อช่วยกันชี้ตัวคนร้าย การส่งอาวุธ (ค้อน) ให้ตำรวจยามที่ตำรวจเพรี่ยงพร้ำ การรวมตัวกันไว้อาลัยผู้เสียชีวิตและให้กำลังใจผู้บาดเจ็บ ซึ่งผู้บาดเจ็บในที่นี่ไม่ใช่แค่แผลถลอกหรือแขนขาหัก แต่มันคือการสูญเสียขาของคนหลายคนจากระเบิดครั้งนี้ทั้งๆ ที่พวกเขาไม่ได้ทำอะไรผิด พวกเขาก็แค่ไปร่วมงานมาราธอนประจำปีเท่านั้นเอง


และเมื่อหนังคลายปมทุกอย่างหมดแล้ว ข้อคิดที่บอกว่าเราไม่รู้หรอกว่าคนร้ายจะมาก่อการร้ายเมื่อไหร่ เหมือนกับเราไม่รู้หรอกว่าชีวิตเราจะเจอเรื่องร้ายๆ อย่างไรบ้าง แต่เราจะไม่สู้กับความโหดร้ายด้วยความเกลียดชัง เราจะสู้มันด้วยความรัก ความรักในที่นี้คือรักที่จะปกป้องซึ่งกันและกัน รักที่จะให้กำลังใจกันในวันที่แย่ที่สุด นั่นแหละที่เราจะเอาชนะความโหดร้ายของชีวิตได้

รีวิวหนัง Bridget Jones’s Baby (2016)



ภาพยนตร์: Bridget Jones’s Baby
กำกับ: Sharon Maguire
นักแสดงนำ: Renee Zellweger, Colin Firth, Patrick Dempsey

ธีมหลักของหนัง Bridget Jones น่าจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความรัก 3 เส้าเรา 3 คน เพราะทุกภาคจะมีผู้ชายสองคนเข้ามาปั่นป่วนหัวใจของ Bridget เสมอ ภาคนี้แม้ Bridget กำลังจะมีลูกก็ยังไม่วายที่จะมีผู้ชาย 2 คนมาพัวพัน

Bridget Jones’s Diary คือภาคแรกของหนังเรื่องนี้ มันคือเรื่องราวของสาววัย 32 ที่กลัวจะขื้นคาน จึงทำทุกอย่างเพื่อจะพาตัวเองลงจากคานจนได้ลงเอยกับ Mark ผู้ชายที่เธอรักในที่สุด หนังดีและดังมากจนทำให้มี Bridget Jones: The Edge of Reason ตามมา แต่เราก็ผิดหวังกับภาค 2 เพราะเรื่องราวเละเทะไปหมด เราจึงไม่คาดหวังกับภาค 3 Bridget Jones’s Baby มากนัก แต่ต้องบอกว่าเรื่องนี้ไม่ผิดหวัง

Bridget Jones’s Baby กล่าวถึง Bridget (Renee Zellwegger) ในวัย 43 ซึ่งเธอก็ยังวนเวียนอยู่กับการกลัวจะขึ้นคานเพราะได้เลิกรากับ Mark (Colin Firth) ไปแล้ว เธอหาทางพาตัวเองลงจากคานอีกครั้งจนไปมีความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืนกับ Jack (Patrick Dempsey) เข้า แต่หลังจากนั้นไม่กี่วันเธอก็มีโอกาสเจอกับ Mark และมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเขาด้วย ซึ่งเรื่องวุ่นๆ คงจะไม่เกิดถ้าเธอไม่ตั้งท้องขึ้นมาโดยไม่รู้ว่าใครเป็นพ่อเด็ก!

หนังเรื่องนี้มีครบทุกอารมณ์ ทั้งสนุก เศร้า เหงา ซึ้ง ตลก และประทับใจ แม้ว่ามันออกจะเพ้อฝันไปสักหน่อยกับการที่มีผู้ชาย 2 คนอยากจะเป็นพ่อของลูกในท้อง Bridget แต่ถ้ามองข้ามจุดไม่สมจริงตรงนี้ได้ มันก็คือหนังที่ให้ความบันเทิงได้ดีเรื่องนึงเลย ฉากตลกก็ตลกมาก ฉากซึ้งก็ทำได้น่ารักมาก

เราไม่รู้จริงๆ ว่าหนังต้องการให้ข้อคิดอะไร แต่ที่เรารู้สึกได้จากการดูเรื่องนี้มาตั้งแต่ภาคแรกคือ คู่กันแล้วย่อมไม่แคล้วกัน

ให้คะแนน 4/5

***สปอยขั้นสูงสุด***

เราชอบหนังเรื่องนี้มากแต่ก็ตัดคะแนนเพราะระหว่างดูมีความรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่ามันไม่น่าเชื่อ การที่ Jack ผู้ชายเพอร์เฟคแต่ไม่คิดจะมีลูก เมื่อรู้ว่าลูกในท้อง Bridget ผู้หญิงที่เขามีสัมพันธ์แค่ชั่วคืนอาจเป็นลูกเขา เขาก็กุลีกุจอมาดูแล มันไม่น่าเชื่อเท่าไหร่

อีกจุดคือการที่ Mark ทุ่มเทเวลาให้กับงานจนลืม Bridget ทำให้ความรักต้องพังไปครั้งก่อน ก็ไม่ได้รับการแก้ไขที่ชัดเจนนัก เพราะปุบปับ Mark ก็โยนเรื่องงานทิ้งแล้วหันมาทุ่มเทให้กับ Bridget มันเล่าเรื่องสะดุดเกินไป


ถึงมันจะไม่สมจริงแต่เราก็อินกับหนัง เพราะนักแสดงเล่นได้ดีทุกคน และแม้หนังจะจบโดยไม่บอกชัดๆ ว่าใครกันแน่ที่เป็นพ่อของลูก Bridget แต่มันไม่สำคัญอีกแล้วล่ะ ไม่ว่าใครจะเป็นพ่อ ถ้าคนที่รัก Bridget เขาพร้อมที่จะรักลูกของเธอด้วย ไม่ว่าใครจะเป็นพ่อตัวจริง มันก็ไม่ต่างกัน

รีวิวหนัง A Monster Calls (2016)



ภาพยนตร์: A Monster Calls
ผู้กำกับ: J.A. Bayona
นักแสดงนำ: Lewis Macdougall, Felicity Jones, Sigourney Weaver, Liam Neeson (Voice)

Conor (Lewis MacDougall) เด็กชายวัย 13 ปีต้องเผชิญวิกฤตชีวิตแสนสาหัสเพราะแม่เขา (Felicity Jones) กำลังป่วยหนักจากโรคมะเร็ง แม้แม่จะคอยพร่ำบอกว่าตนเองไม่เป็นอะไรแต่เขาก็รู้ว่าแม่ใกล้จะจากไปในไม่ช้า เขาอยากไปอยู่กับพ่อ (Toby Kebbell) แต่พ่อแต่งงานใหม่มีลูกใหม่แล้วย้ายไปอยู่อเมริกา แม้พ่อจะรักเขามากแต่ก็ไม่อาจรับเขาไปอยู่ด้วยได้ เขารู้ว่าถ้าแม่จากไปเขาต้องไปอยู่กับยาย (Sigourney Weaver) แต่เขากับยายดันเข้ากันไม่ได้เอาซะเลย

ความทุกข์ที่ถาโถมทำให้ Conor สับสนกระทั่งคืนหนึ่งเวลา 12:07 นาฬิกาเขาก็พบกับสิ่งมหัศจรรย์เมื่ออสูรกายต้นไม้ (Liam Neeson) ปรากฏตัวขึ้น โดยมันบอกว่าจะเล่านิทานให้เขาฟังทีละเรื่องจนครบ 3 เรื่องจากนั้นเขาจะต้องเป็นคนเล่าเรื่องให้มันฟังบ้าง ซึ่งเรื่องที่อสูรกายต้นไม้เล่านั้นล้วนแล้วแต่มีผลทางความคิดและความเข้าใจของ Conor ทั้งสิ้น เพราะมันทำให้เด็กชายที่ต้องเผชิญความทุกข์เกินวัยเข้าใจอะไรๆ มากขื้น

A Monster Calls สร้างมาจากนิยายเยาวชนที่แต่งโดย Patrick Ness เราไม่เคยอ่านนิยายจึงไม่รู้ว่ามันสนุกไหมในรูปแบบหนังสือ แต่รูปแบบหนังคือไม่สนุกเลย หนังเรื่องนี้ให้ข้อคิดที่น่าสนใจแต่นำเสนอได้น่าเบื่อมาก

การแสดงของ Lewis MacDougall ที่รับบทเด่นและแบกหนังไว้ทั้งเรื่องยังไม่จับใจเท่าไหร่ สิ่งที่ตัวละคร Conor เจอทำให้เรานึกถึงหนังเรื่อง Finding Neverland เพราะมีตัวละครเด็กที่ต้องเผชิญความทุกข์คล้ายๆ กัน แต่เรื่องนั้นนักแสดงหลักอย่าง Freddie Highmore เล่นดีกว่าเยอะ ทำให้เราอินกว่าเรื่องนี้มาก

ผู้กำกับดำเนินเรื่องได้อืดและเอื่อยมาก เราต้องดูหนังด้วยความอึดอัด และเมื่อทุกอย่างเฉลยความอึดอัดก็ไม่ได้น้อยลง เพราะต้องมาคิดอีกหลายตลบว่าหนังต้องการจะสื่ออะไร

หนังเรื่องนี้ไม่เหมาะกับเด็กแม้จะเป็นหนังที่มีเด็กเป็นตัวนำก็ตาม ประเด็นของหนังคือการยอมรับความรู้สึกของตัวเองและยกโทษให้ตัวเองกับความรู้สึกนั้น เพราะถ้ายังให้อภัยตัวเองไม่ได้ ความรู้สึกผิดจะเกาะกินจิตใจจนไม่สามารถใช้ชีวิตต่อไปได้

ให้คะแนน 2.5/5

***สปอยขั้นสูงสุด***

เราว่านอกจากหนังเรื่องนี้จะไม่เหมาะกับเด็กแล้ว ยังไม่เหมาะกับผู้ใหญ่ตอนต้นด้วยซ้ำ เพราะคนที่จะดูหนังเรื่องนี้แล้วซึมซับและเข้าใจได้จะต้องผ่านเหตุการณ์ในชีวิตมาพอสมควร เว้นเสียแต่ว่าคนๆ นั้นจะเคยเจอเหตุการณ์คล้ายๆ กันตั้งแต่เด็กๆ

เหตุการณ์ที่ว่าคือการกำลังจะสูญเสียคนที่รักที่สุดไป แต่มันไม่ใช่แค่สูญเสียธรรมดาเพราะก่อนจะสูญเสียมันต้องผ่านความทรมานที่จะต้องยอมรับกับความสูญเสียซะก่อน พูดง่ายๆ คือถ้าใครเคยมีคนใกล้ชิดเป็นมะเร็งก็จะรู้ว่ากว่าที่เราจะเสียเขาไปนั้นเราต้องคอยเฝ้าดูแลคอยเฝ้าให้กำลังใจคนป่วยในช่วงรักษาตัวอย่างหนัก เพราะช่วงให้เคมีบำบัดคือช่วงที่คนป่วยอ่อนแอที่สุด และความอ่อนแอนั้นมันแผ่มาสู่จิตใจของคนดูแลด้วย ทำให้เราหดหู่ เศร้าหมอง จนบางครั้งก็แอบคิดว่า “อยากให้มันจบซะที”

ซึ่ง Conor ก็รู้สึกเช่นนี้ เขารู้สึกผิดที่บางครั้งอยากให้แม่จากไปซะ จะได้หลุดจากความทรมานนี้ ความรู้สึกนี้ทำให้เขาแสดงพฤติกรรมแปลกๆ ออกมามากมาย และนี่เองที่อสูรกายต้นไม้จำเป็นต้องปรากฎตัวขึ้นเพื่อช่วยให้เขาหลุดพ้น

สิ่งที่อสูรกายสอนหลักๆ คือการเข้าใจความจริง ไม่ใช่การเข้าใจไปเองหรือเข้าใจในแบบที่เราอยากจะเข้าใจ เพราะเมื่อเรามองทุกสิ่งทุกอย่างจากความเป็นจริง เราก็จะยอมรับมันในแบบที่มันเป็นและสามารถเผชิญกับมันได้ แม้จะยากลำบากแค่ไหนก็ตาม

รีวิวหนัง Keanu (2016)


ภาพยนตร์: Keanu
ผู้กำกับ: Peter Atencio
นักแสดงนำ: Keegan-Michael Key, Jordan Peele, Keanu Reeves (Voice)

ทาสแมวทั้งหลาย ถ้าคุณคิดว่าคุณรักแมวแบบสุดติ่งกระดิ่งแมวแล้วล่ะก็ คุณต้องดูหนังเรื่องนี้ แล้วคุณจะรู้ว่าคนที่รักแมวสุดๆ น่ะมันเป็นยังไง ถ้าคุณมิอาจยอมเสี่ยงตายปลอมตัวเป็นมาเฟียเพื่อช่วยแมวของคุณได้ คุณยังไม่ใช่ทาสแมวตัวจริงนะ 555+

จู่ๆ Rell Williams (Jordan Peele) ก็พบว่ามีแมวตัวน้อยมายืนอยู่หน้าประตูบ้าน เมื่อหาเจ้าของไม่เจอเขาจึงเอามาเลี้ยงไว้ด้วยความเอ็นดูแล้วตั้งชื่อมันว่า Keanu ผ่านไป 1 สัปดาห์เจ้าแมวน้อยก็หายไป เขาจึงชวนลูกพี่ลูกน้องของเขา Clarence Goobril (Keegan-Michael Key) ไปสืบหาจนพบว่าแมวน้อยได้ไปอยู่กับ Cheddar (Method Man) หัวหน้าแก๊งมาเฟียที่ทำธุรกิจค้ายา

Rell และ Clarence ตัดสินใจปลอมตัวเป็นคู่หูมาเฟียเพื่อไปต่อรองขอแมวคืน แต่มันไม่ง่ายเพราะ Cheddar ต้องการให้พวกเขาไปทำงานชิ้นสำคัญก่อนซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นงานผิดกฎหมายและเสี่ยงอันตราย จะว่าไปแล้วพวกเขาจะถอนตัวตอนนั้นเลยก็ได้ แต่ด้วยความรักแมวแบบพิกัดสูงสุดของ Rell ทำให้พวกเขาต้องเดินหน้าตามแผนต่อไป เอาเป็นว่าถ้ายังไม่ได้แมวคืนพวกเขาก็จะไม่ยอมหยุดเหมือนกัน

สารภาพว่าดูหนังเรื่องนี้เพราะรู้ว่า Keanu Reeves (พระเอกในดวงใจของเรา) ให้เสียงเป็นน้องแมวเหมียว ก็เลยไปดูแบบไม่คาดหวังอะไร แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือความขำแบบงงๆ 555+ หนังมันตลกตรงที่ความเด๋อของสองหนุ่มลูกพี่ลูกน้องที่พยายามทำตัวให้เหมือนมาเฟียแต่ดูยังไงก็ไม่เหมือน

การแสดงของ Keegan-Michael โดดเด่นมาก เขาเล่นเป็นหนุ่มโรแมนติกที่ชอบฟังเพลงซึ้งๆ พอต้องมาเป็นมาเฟียมันก็เลยฮา เขาเล่นดีจนกลบ Jordan ไปเลย สำหรับการให้เสียงของ Keanu นั้นมีนิดเดียวจริงๆ เพราะน้องแมวมีบทไม่มาก แต่เนื้อเรื่องมันตลกก็เลยไม่โกรธที่ได้ยินเสียง Keanu น้อยไปหน่อย อิอิ

บทหนังวุ่นวายมาก มีเรื่องราวเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา บทพลิกไปพลิกมาด้วย จริงๆ บทมันจับฉ่ายมากนะ แต่พอมันตลกแบบมุก 5 บาท 10 บาทก็เล่น มันก็เลยลืมเรื่องความไม่เป็นโล้เป็นพายของบทไปได้ ถือว่าเป็นหนังดูฆ่าเวลาได้เพลินดีทีเดียว

ให้คะแนน 3/5

***สปอยขั้นสูงสุด***

อยากเล่าความบ้าบอของบทหนังให้ฟัง คืองี้ พอ 2 หนุ่มบอก Cheddar มาเฟียตัวจริงว่าเป็นคู่หูมาเฟีย Cheddar ก็ดันเข้าใจผิดว่านี่คือคู่หู Allentown Boys ที่เพิ่งก่อคดีดังมาสดๆ ร้อนๆ เป็นคดีที่ตำรวจก็ยังจับไม่ได้ เขาเลยให้งาน 2 คนนี้ไปทำชิ้นนึงแล้วสัญญาว่าจะคืนแมวให้ โดยให้ลูกน้องไปช่วยอีก 3-4 คน หนึ่งในนั้นเป็นลูกน้องผู้หญิงชื่อ Hi-C

ทีนี้พอทำงานสำเร็จแบบฟลุ๊คๆ Cheddar ก็บอกว่าให้ทำงานอีกชิ้นนึงอีกแล้ว ซึ่ง 2 หนุ่มไม่ยอมทำแล้ว แต่ก็ไม่ล้มเลิกที่จะเอาแมวคืนก็เลยแอบไปขโมยแมว แต่โดนจับได้ จากนั้น 2 หนุ่มก็โดน Cheddar บังคับให้ไปหาเจ้าพ่อมาเฟียอีกแก๊งนึง พอไปถึงๆ ได้รู้ความจริงว่าเจ้าพ่อมาเฟียที่ Cheddar พามาหากำลังตั้งรางวัลนำจับให้คนที่นำ Allentown Boys ผู้ซึ่งฆ่าหลานชายเขาไปส่งเขาได้

Cheddar ต้องการรางวัลนำจับ แต่พอโดนเบี้ยวก็เกิดการยิงถล่มกันขึ้น 2 หนุ่มมาเฟียตัวปลอมต้องหนีเอาตัวรอด แต่ก็ต้องไปช่วยแมวก่อน ปรากฎว่าแมวตัวนี้เป็นแมวของหลานชายมาเฟียที่โดน Allentown Boys ฆ่า แมวจึงหลุดมาเดินเพ่นพ่านแล้วไปหยุดอยู่ที่หน้าบ้าน Rell ตอนต้นเรื่อง

เรื่องยังวุ่นวายต่อไปอีกเมื่อ Rell กระโดดไปขับรถให้กับเจ้าพ่อมาเฟียในระหว่างที่เกิดการยิงต่อสู้กันวุ่นวาย แต่ว่าเขาขับรถไม่เป็น! จนท้ายสุดเมื่อ Rell ใกล้จนมุม Hi-C ก็แสดงตัวว่าเป็นตำรวจหญิงซะงั้น เรื่องก็เลยจบง่ายๆ ที่ตรงนี้แหละ


อย่างที่บอกว่าบทมันบ้าบอวุ่นวายไปหมด แต่มันตลกไง หนังไม่ได้ให้ข้อคิดอะไรแต่ให้ความบันเทิงเต็มที่เลย (จริงๆ หนังอาจให้ข้อคิดนะ แต่เราคิดไม่ออก มัวแต่ขำ 555+)

รีวิวหนัง Ant-Man (2015)



ภาพยนตร์: Ant-Man
ผู้กำกับ: Payton Reed
นักแสดงนำ: Paul Rudd, Michael Douglas, Evangeline Lilly

Ant-Man สนุกกว่าที่คาด กับการดูหนังซุปเปอร์ฮีโร่ที่ไม่ต้องคิดอะไรมากดูเอามันอย่างเดียวหนังเรื่องนี้ถือว่าทำได้ดีทีเดียว มีฉากแอคชั่นสนุกๆ บทเกี่ยวกับความรักที่พ่อมีต่อลูกก็สอดแทรกเข้ามาได้ซึ้งดี และพระ-นางก็เคมีน่ารักเชียว

Scott Lang (Paul Rudd) ต้องติดคุกเพราะการโจรกรรมแบบไม่คิดหน้าคิดหลังของเขา เมื่อออกจากคุกเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่แต่ก็หาคนให้โอกาสได้ยากนัก ประกอบกับภรรยาเก่าของเขาที่ไม่ยอมให้เขาพบลูกสาวตัวน้อยถ้าเขายังตั้งหลักปักฐานไม่ได้ก็ยิ่งทำให้เขากดดันหนัก เขาจึงต้องหันไปทำผิดกฎหมายอีกครั้งเพื่อจะได้มีทุนไปตั้งตัว

แต่เขาไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังถูกจับตามองโดย Dr. Hank Pym (Michael Douglas) ที่กำลังหาคนมาสวมชุด Ant-Man ที่เขาประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อไปทำภารกิจลับให้กับเขาอยู่ Hope (Evangeline Lilly) ลูกสาวของ Dr. Pym เสนอตัวเป็นคนสวมชุดพิเศษนี้เองแต่ Dr. Pym ไม่ยอมเพราะกลัวเธอจะเป็นอันตราย แต่ Hope ดันเข้าใจว่าพ่อไม่รักและไม่เชื่อมั่นในฝีมือของเธอ

Scott รับข้อเสนอของ Dr. Pym เพื่อจะได้รับเงินก้อนโตถ้าทำภารกิจเสี่ยงตายนี้สำเร็จ แต่เขาก็ต้องฝึกฝนอย่างหนักเพื่อจะได้ใช้ชุด Ant-Man ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด เมื่อถึงเวลาไปทำภารกิจเขาชวนเพื่อนร่วมแก๊งอีก 3 คนไปด้วยเพื่อไปช่วย หรือไปป่วนกันแน่ก็ไม่รู้ เพราะเพื่อนทั้ง 3 ทำให้ภารกิจที่วางแผนไว้อย่างดีกลับอีรุงตุงนังกันสนุกไปเลย

Ant-Man เป็นหนังแอคชั่นคอมเมดี้ที่ไม่เน้นบทมากนัก เอาฉากแอคชั่นเป็นหลักซึ่งทำได้ดีมาก การฝึกฝนเพื่อใส่ชุด Ant-Man ของพระเอกทำให้หนังน่าตื่นตาตื่นใจ การไปทำภารกิจของพระเอกก็สนุกเพราะเพื่อนร่วมแก๊งของเขาสร้างสีสันให้หนังทั้งบู๊ทั้งฮา ในส่วนของความสัมพันธ์ หนังไม่ได้เน้นเรื่องความรักหนุ่มสาวมากนักแต่เคมีระหว่าง Scott กับ Hope ก็น่ารักน่าลุ้นดี หนังไปเน้นเรื่องพ่อกับลูกสาวมากกว่า ทั้ง Scott ที่ยอมเสี่ยงตายเพื่อลูกสาวตัวน้อย และ Dr. Pym ที่ยอมให้ลูกสาวเข้าใจผิดเพื่อความปลอดภัยของเธอ

แม้หนังจะไม่ได้ให้ข้อคิดอะไรมากนักตามสไตล์หนังแนวนี้ แต่เรื่องความรักความผูกพันระหว่างพ่อกับลูกก็ทำได้ซาบซึ้งกินใจดี


ให้คะแนน 3.5/5

รีวิวหนัง Independence Day: Resurgence (2016)



ภาพยนตร์: Independence Day: Resurgence
กำกับ: Roland Emmerich
นักแสดงนำ: Liam Hemsworth, Jeff Goldblum, Bill Pullman

ดูหนังเรื่องนี้ต้องอย่าเอาไปเทียบกับภาคแรก แต่ก็ยากที่จะไม่เทียบเพราะภาคนี้อิงตัวละครและเรื่องราวจากภาคแรกเยอะเหลือเกิน เชื่อว่าคอหนังยุค ’90 คงยังติดตราตรึงใจกับหนังแอคชั่นเอเลี่ยนบุคโลกเรื่อง Independence Day ไม่หาย ต่อเมื่อมีภาคต่อซึ่งห่างจากภาคแรก 20 ปี ก็ย่อมต้องคาดหวังเป็นธรรมดาแต่เมื่อดูแล้วก็แอบผิดหวังนิดๆ นะ

ภาคนี้เป็นการเล่าเรื่องต่อจากภาคแรกว่าโลกมนุษย์เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้างหลังจากโดนเอเลี่ยนถล่มไปเมื่อ 20 ปีก่อน มนุษย์ได้เตรียมตัวป้องกันโลกจากความกลัวที่ว่าจะโดนเอเลี่ยนบุกอีกครั้งไว้อย่างไรบ้าง แต่ขนาดมีแผนป้องกันแล้วก็ยังโดนบุกจนได้ ก็เพราะไม่ใช่มนุษย์อย่างเดียวที่อัพเกรดความสามารถตัวเอง เอเลี่ยนก็ทำได้เช่นเดียวกัน ทีนี้พอเอเลี่ยนบุกโลก อะไรที่จะทำให้มนุษย์ฝ่าสงครามครั้งนี้ไปได้ถ้าไม่ใช่ความร่วมแรงร่วมใจและความเสียสละของทุกฝ่าย

แน่นอนว่าเทคนิคด้านภาพ แสง สี เสียง พวก CG และ special effect ต่างๆ มันจะต้องเลิศล้ำนำสมัยกว่าภาคแรกเป็นอย่างมาก ทำฉากแอคชั่นได้น่าตื่นตาพอสมควรทีเดียว อีกทั้งการนำธีมของภาคแรกมาใช้คือความสามัคคีของมวลมนุษย์ที่จะนำไปต่อกรกับเอเลี่ยนก็ยังใช้ได้ดีในภาคนี้ เพียงแต่การแสดงและการขยี้บทยังทำได้ไม่ลึกซึ้งเท่าไหร่นัก ถือเป็นหนังที่ดูได้สนุกพอใช้แต่พอดูจบก็หมดความสนใจไปได้ทันทีเลย

คะแนนส่วนใหญ่ที่ให้เพราะพระเอกหล่อค่ะ อิอิ


ให้คะแนน 3/5

รีวิวหนัง The BFG (2016)


ภาพยนตร์: The BFG
กำกับ: Steven Spielberg
นักแสดงนำ: Mark Rylance, Ruby Barnhill, Penelope Wilton

หนังเรื่องนี้ทำมาให้เด็กดู เนื้อหาจึงไม่สลับซับซ้อนอะไรเลย ว่าด้วยเรื่องราวชีวิตของเด็กหญิงคนหนึ่งซึ่งเติบโตมาในบ้านเด็กกำพร้า ทั้งชีวิตเธอมีแต่ความเหงา เธอเป็นโรคนอนไม่หลับเรื้อรังมานานแล้ว กระทั่งคืนหนึ่งเธอก็ได้พบเจอกับความตื่นเต้นที่สุดในชีวิต

คือเธอพบว่านอกจากตัวเธอแล้ว ยังมียักษ์ตัวใหญ่ที่ไม่หลับไม่นอนตอนกลางคืนเช่นเธออีกด้วย เจ้ายักษ์จับตัวเธอไปที่บ้านของเขาซึ่งอยู่ไกลโพ้น แต่เธอก็ไม่ได้กลัวอะไรมากนักเพราะความอยากรู้อยากเห็นที่ได้พบสิ่งใหม่ๆ มีมากกว่า เจ้ายักษ์ตัวใหญ่และเด็กหญิงตัวน้อยได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันจนเกิดเป็นความผูกพันฉันท์มิตร แม้อายุของพวกเขาจะต่างกันมากแต่ก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับคำว่า “เพื่อน” ทำให้เด็กหญิงตั้งชื่อเจ้ายักษ์ว่า The Big Friendly Giant ซึ่งเป็นที่มาของชื่อหนัง The BFG นั่นเอง และไม่เพียงแต่เจ้ายักษ์เท่านั้นที่ทำให้เด็กหญิงหายเหงา เด็กหญิงเองก็ทำให้เจ้ายักษ์ซึ่งมีชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดายมีสีสันขึ้นด้วย

อย่างที่เกริ่นไปแต่แรกว่านี่คือหนังสำหรับเด็ก ดังนั้นเมื่อผู้ใหญ่ดูก็ต้องคิดแบบเด็กๆ ถ้าคิดแบบผู้ใหญ่หนังจะไม่ค่อยมีประเด็นอะไรเลย แต่ถ้าคิดแบบเด็กมันก็น่าทึ่งมากที่ให้เด็กตัวเล็กๆ ไปผจญภัยกับเจ้ายักษ์ตัวใหญ่ โดยเฉพาะเมื่อได้ผู้กำกับอย่าง Spielberg มาเล่าเรื่องก็ยิ่งทำให้หนังน่าสนใจเพราะเทคนิคภาพแสงสีเสียงมันตระการตาดีสมกับเป็นหนังของพ่อมดแห่งฮอลลิวูดจริงๆ คือแค่เข้าไปดูงานภาพอย่างเดียวก็คุ้มแล้ว

และไม่น่าเชื่อว่าหนังที่ดำเนินไปแบบเนิบๆ เนื้อหาเบาๆ แบบนี้จะสามารถทำให้เราแอบน้ำตาคลอได้ เพราะความผูกพันของเด็กหญิงและเจ้ายักษ์ใหญ่ใจดีนี่เองที่ยากที่จะไม่ประทับใจ ถือเป็นหนังเด็กที่เล่าเรื่องได้น่ารักและอ่อนโยนผสมกับความตื่นเต้นได้อย่างลงตัว


ให้คะแนน 3.5/5

บทความในบล็อกนี้สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539 . ขับเคลื่อนโดย Blogger.