รีวิวหนัง The BFG (2016)


ภาพยนตร์: The BFG
กำกับ: Steven Spielberg
นักแสดงนำ: Mark Rylance, Ruby Barnhill, Penelope Wilton

หนังเรื่องนี้ทำมาให้เด็กดู เนื้อหาจึงไม่สลับซับซ้อนอะไรเลย ว่าด้วยเรื่องราวชีวิตของเด็กหญิงคนหนึ่งซึ่งเติบโตมาในบ้านเด็กกำพร้า ทั้งชีวิตเธอมีแต่ความเหงา เธอเป็นโรคนอนไม่หลับเรื้อรังมานานแล้ว กระทั่งคืนหนึ่งเธอก็ได้พบเจอกับความตื่นเต้นที่สุดในชีวิต

คือเธอพบว่านอกจากตัวเธอแล้ว ยังมียักษ์ตัวใหญ่ที่ไม่หลับไม่นอนตอนกลางคืนเช่นเธออีกด้วย เจ้ายักษ์จับตัวเธอไปที่บ้านของเขาซึ่งอยู่ไกลโพ้น แต่เธอก็ไม่ได้กลัวอะไรมากนักเพราะความอยากรู้อยากเห็นที่ได้พบสิ่งใหม่ๆ มีมากกว่า เจ้ายักษ์ตัวใหญ่และเด็กหญิงตัวน้อยได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันจนเกิดเป็นความผูกพันฉันท์มิตร แม้อายุของพวกเขาจะต่างกันมากแต่ก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับคำว่า “เพื่อน” ทำให้เด็กหญิงตั้งชื่อเจ้ายักษ์ว่า The Big Friendly Giant ซึ่งเป็นที่มาของชื่อหนัง The BFG นั่นเอง และไม่เพียงแต่เจ้ายักษ์เท่านั้นที่ทำให้เด็กหญิงหายเหงา เด็กหญิงเองก็ทำให้เจ้ายักษ์ซึ่งมีชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดายมีสีสันขึ้นด้วย

อย่างที่เกริ่นไปแต่แรกว่านี่คือหนังสำหรับเด็ก ดังนั้นเมื่อผู้ใหญ่ดูก็ต้องคิดแบบเด็กๆ ถ้าคิดแบบผู้ใหญ่หนังจะไม่ค่อยมีประเด็นอะไรเลย แต่ถ้าคิดแบบเด็กมันก็น่าทึ่งมากที่ให้เด็กตัวเล็กๆ ไปผจญภัยกับเจ้ายักษ์ตัวใหญ่ โดยเฉพาะเมื่อได้ผู้กำกับอย่าง Spielberg มาเล่าเรื่องก็ยิ่งทำให้หนังน่าสนใจเพราะเทคนิคภาพแสงสีเสียงมันตระการตาดีสมกับเป็นหนังของพ่อมดแห่งฮอลลิวูดจริงๆ คือแค่เข้าไปดูงานภาพอย่างเดียวก็คุ้มแล้ว

และไม่น่าเชื่อว่าหนังที่ดำเนินไปแบบเนิบๆ เนื้อหาเบาๆ แบบนี้จะสามารถทำให้เราแอบน้ำตาคลอได้ เพราะความผูกพันของเด็กหญิงและเจ้ายักษ์ใหญ่ใจดีนี่เองที่ยากที่จะไม่ประทับใจ ถือเป็นหนังเด็กที่เล่าเรื่องได้น่ารักและอ่อนโยนผสมกับความตื่นเต้นได้อย่างลงตัว


ให้คะแนน 3.5/5

รีวิวหนัง X-Men: Apocalypse (2016)


ภาพยนตร์: X-Men: Apocalypse
กำกับ: Bryan Singer
นักแสดงนำ: James McAvoy, Michael Fassbender, Jennifer Lawrence

X-Men เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับมนุษย์ที่มีพลังพิเศษผิดจากมนุษย์ธรรมดาทั่วไป โดย Professor Charles Xavier (James McAvoy) ได้ก่อตั้งโรงเรียนสำหรับมนุษย์พิเศษเหล่านี้โดยเฉพาะเพื่อฝึกให้พวกเขารู้จักการใช้พลังพิเศษที่ติดตัวมาอย่างมีประโยชน์และไม่ทำร้ายใคร จะได้ใช้ชีวิตร่วมกับมนุษย์ธรรมดาได้

Professor Charles มีเพื่อนชื่อ Erik Lehnsherr (Michael Fassbender) ซึ่งมีความเชื่อที่ต่างกัน Erik เชื่อว่ามนุษย์ทั่วไปจะหาทางทำลายเหล่า X-Men ทุกวิถีทาง ความขัดแย้งระหว่าง Charles กับ Erik จึงเกิดขึ้น ต่อเมื่อมีตัวร้ายที่ต้องการครอบครองจักรวาลปรากฎตัวขึ้นและชักชวนให้ Erik เป็นพวก Charles จึงต้องเจอศึกหนักที่สุดอีกครั้ง

ความสนุกของหนังประเภทนี้แน่นอนว่าต้องฝากไว้ที่ฉากแอคชั่น ดังนั้นการที่เนื้อเรื่องๆ นี้จะไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ก็ไม่เป็นไร ดีเหมือนกันไม่ซับซ้อนดี หนังดูเข้าใจง่าย การตัดต่อก็ตัดฉับๆ เลยจนบางทีรู้สึกว่าตัดเร็วเกินไปหรือเปล่า ในส่วนของฉากแอคชั่นต้องบอกว่าสะเปะสะปะไปหน่อยเนื่องจากมีตัวละครเยอะและต่างก็ปล่อยพลังกันไม่หยุดยั้งซึ่งมันก็สนุกดีแต่บางทีก็ไม่สามารถโฟกัสไปที่จุดไหนได้เลยพูดง่ายๆ คือตัวละครเยอะเกินจนแย่งกันเด่น

อย่างไรก็ตามเหมือนบทจะให้ความสำคัญกับ Mystique (Jennifer Lawrence) มาก แต่เนื่องจากมันไม่มีที่มาที่ไปเท่าไหร่ทำให้ดูไม่น่าเชื่อในความเป็นฮีโร่สาวของเธอ และการกระทำของตัวละครบางตัวยังดูไม่มีเหตุผลดีพอ มันจึงเป็นหนังที่ดูได้แบบไม่เบื่อแต่ไม่ได้มีอะไรให้ตื่นเต้นหรือประทับใจมากนัก


ให้คะแนน 3.5/5

รีวิวหนัง Gods of Egypt (2016)



ภาพยนตร์: Gods of Egypt
กำกับ: Alex Proyas
นักแสดงนำ: Brenton Thwaites, Nikolaj Coster-Waldau, Gerard Butler

Gods of Egypt เป็นหนังเกี่ยวกับศึกชิงราชบัลลังก์ของคนในสายเลือดเดียวกัน คนที่เคยอ่านตำนานการสร้างโลกฉบับอียิปต์คงจะรู้จักตัวละครมาบ้างแล้วไม่มากก็น้อย เราก็เคยอ่านมาบ้างแต่จำไม่ได้ จึงจะรีวิวหนังอย่างเดียว โดยไม่อ้างอิงตำนานก็แล้วกัน

ในพิธีเฉลิมฉลองการขึ้นครองราชของ Osiris (Bryan Brown) Set (Gerard Butler) น้องชายของ Osiris ก็ปรากฎตัวขึ้น เขาทำทีเป็นแสดงความยินดีกับพี่ชาย แต่เมื่อสบโอกาสเขาก็สังหาร Osiris พี่ชายแท้ๆ ของเขาทิ้งทันที เนื่องจากเขาต้องการชิงบัลลังก์นั่นเอง 

สิ่งนี้ทำให้ Horus (Nikolaj Coster-Waldau) ลูกชายของ Osiris โกรธมากเขาพยายามต่อสู้กับ Set ด้วยความแค้น แต่เขาก็เพลี่ยงพล้ำโดน Set ควักลูกตาออกไปเก็บไว้และถูกจับตัวไปขัง เมื่อ Set ขึ้นครองอียิปต์ได้ไม่นานแผ่นดินที่เคยสงบสุขก็ต้องเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า ทำให้ Bek (Brenton Thwaites) และ Zaya (Courtney Eaton) คู่รักวัยหนุ่มสาวคิดแผนการที่จะช่วยให้ Horus ได้ดวงตาคืน เพื่อที่เขาจะได้มากู้บัลลังก์ต่อไป

หนังเรื่องนี้ดูได้แบบเพลินๆ แต่อย่าถามหาสาระอะไรมากนัก คิดว่าเป็นหนังดูเอามันอย่างเดียวเพราะเนื้อหาเบาหวิว ประเด็นหลักคือการต่อสู้แย่งชิงบัลลังก์กันระหว่าอา-หลานนั่นเอง เรื่องนี้เน้นแอ็คชั่นและฉาก CG ซึ่งต้องบอกว่าฉากแอคชั่นก็ทำได้สนุกดีแต่ CG นี่ยังไม่ค่อยเจ๋งเท่าไหร่ มันไม่เนียนตาเท่าที่ควร 

ดราม่าที่ใส่เข้ามาก็ไม่ลึกทำให้ไม่ซึ้งและไม่อิน ยิ่งเรื่องของการแสดงถือว่าไม่มีใครเล่นได้พอเหมาะพอดีเลย ไม่ขาดก็เกินกันทุกคน สิ่งที่ดีคือการดำเนินเรื่องที่เร็วไม่ยืดยาดทำให้ไม่น่าเบื่อ และก็มีฉากแอคชั่นผจญภัยเยอะ ใครชอบหนังแนวนี้น่าจะสนุก แต่เมื่อดูจบแล้วก็จบกัน ไม่มีอะไรให้คิดต่อ เป็นหนังที่ใช้ดูฆ่าเวลาถ้าไม่มีอะไรทำจริงๆ แต่ไม่ดูก็ไม่ได้ถือว่าพลาดอะไรไป


ให้คะแนน 2.5/5

รีวิวหนัง ไอฟาย แต๊งกิ้ว เลิฟยู้ (2014)



ภาพยนตร์: ไอฟาย... แต๊งกิ้ว...เลิฟยู้
กำกับ: เมษ ธราธร
นักแสดงนำ: ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ ปรีชญา พงษ์ธนานิกร ภพธร สุนทรญาณกิจ โซระ อาโออิ

หนังตลกเรื่องนี้แฝงข้อคิดดีๆ ไว้ได้อย่างน่าประทับใจ

หนังตลกในประเทศไทยส่วนใหญ่มักจ้างนักแสดงตลกมาเป็นตัวชูโรง แล้วให้พระเอกนางเอกสาดใส่ความหวานกันแบบน่ารักปนฮา แต่ก็มีหนังตลกบางเรื่องที่เชื่อมือพระเอกนางเอกให้เล่นบทตลกกันเองและพระนางก็สามารถสร้างความฮาให้คนดูได้ไม่แพ้ตลกมืออาชีพเลย หนึ่งในนั้นคือหนังเรื่องไอฟายแต๊งกิ้วเลิฟยู้

เพลง (ไอซ์ ปรีชญา) เป็นติวเตอร์สอนภาษาอังกฤษให้สาวญี่ปุ่นชื่อคายะ (โซระ อาโออิ) จนคายะสามารถสอบผ่านได้ไปทำงานที่อเมริกา และคายะต้องการให้เพลงช่วยบอกเลิกแฟนหนุ่ม ยิม (ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์) ให้ แต่ยิมไม่ยอมเลิกและจ้างแกมข่มขู่ให้เพลงสอนภาษาอังกฤษให้เขาบ้างเพื่อที่เขาจะได้ตามไปขอคืนดีกับคายะ

ยิมกับเพลงจึงค่อยๆ เรียนรู้นิสัยกันและกันผ่านการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ แต่ขณะนั้นเพลงก็เพิ่งคบหากับคุณพฤกษ์ (ตู่ ภพธร) ซึ่งเป็นหนุ่มในฝันเพราะเขาทั้งหล่อ รวย และแสนดี แต่เรื่องของหัวใจบังคับกันไม่ได้ ในเมื่อเพลงไม่ได้ชอบผู้ชายเพอร์เฟ็ค แต่ผู้ชายที่เธอชอบซึ่งไม่เพอร์เฟ็คแถมกวนโอ๊ยแบบสุดๆ ดันพยายามทำทุกอย่างเพื่อไปตามง้อแฟนเก่า เรื่องมันก็เลยอีรุงตุงนังกันสนุกไปเลย

หนังเรื่องนี้แทบจะเล่นกันแค่สองคนคือพระเอกกับนางเอก ตัวประกอบนั้นมาเป็นตัวประกอบจริงๆ แต่หนังไม่น่าเบื่อเลยเพราะการแสดงที่ลงตัวของไอซ์และซันนี่ ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียงการพูด การโต้ตอบระหว่างกัน สีหน้าสีตาที่สื่อออกมาแทนคำพูด เล่นแบบไม่ห่วงหล่อห่วงสวยกันเลย ทำให้เรายิ้มและหัวเราะไปกับพวกเขาได้ไม่ยาก

หนังแบ่งเป็นสองส่วน ครึ่งแรกสาดใส่ความฮาแบบไม่ยั้ง แต่พอครึ่งหลังหนังก็ดึงเข้าสู่โหมดโรแมนติกได้อย่างแนบเนียน ทำให้เห็นว่าพระนางคู่นี้ไม่ได้มีดีแค่เล่นตลก แต่บทหวานก็เล่นได้อินฟินเว่อร์จริงๆ ขอยกความดีความชอบให้กับผู้กำกับและนักแสดงนำที่พาเรื่องนี้ไปสู่ความสำเร็จได้อย่างน่าชื่นชม สำหรับนักแสดงสมทบก็ทำหน้าที่ได้ดี แต่บทตลกบางฉากมันก็ไม่ขำแถมยังยาวนานจนน่าเบื่อไปนิดนึง

ข้อคิดที่ได้จากหนังคือ ความรักที่แท้จริงไม่ใช่รักเพราะความเหมาะสม ไม่ใช่รักเพื่อจะได้ครอบครอง แต่รักเพื่อจะได้ทำให้คนที่เรารักมีความสุข เป็นข้อคิดที่ไม่คิดว่าจะได้จากหนังตลก ดูแล้วทำให้รู้สึก… ดี๊ดี

ให้คะแนน 4.5/5


รีวิวหนัง Bad Moms (2016)



ภาพยนตร์: Bad Moms
กำกับ: Jon Lucas, Scott Moore
นักแสดงนำ: Mila Kunis, Kathryn Hahn, Kristen Bell

Bad Moms เป็นเรื่องราวชีวิตของบรรดาแม่ๆ ที่มีหลากหลายแบบ แต่ที่เรารู้สึกคือหนังทำมาเพื่อกัดแม่ที่ต้องการเป็น “perfect moms” โดยเฉพาะ ซึ่งแม้เราไม่ได้เป็นคนชอบความเพอร์เฟคอะไรนักและยังไม่ได้เป็นแม่คน แต่เราไม่ชอบหนังเรื่องนี้เพราะมันเสนอให้เห็นด้านเดียวของการเป็นเพอร์เฟคมอม ทั้งๆ ที่ข้อดีของการพยายามที่จะเป็นแม่ที่สมบูรณ์แบบมันมีตั้งเยอะแยะ เพียงแค่ต้องหาตรงกลางให้เจอเท่านั้นเอง ดังนั้นข้อความที่หนังส่งมาจึงไม่โดนใจเรา

Amy (Mila Kunis) เป็นเวิร์คกิ้งมอม ที่มีภาระรัดตัวทั้งงานทั้งลูกและยังจะสามีอีก เธอพยายามทำหน้าที่ในการเป็นแม่ พนักงานบริษัท และภรรยาให้ดีที่สุด เธอมีแก๊งเพื่อนคุณแม่อีกสองคนซึ่งก็มีปัญหาในการเป็นแม่เหมือนกันคือ Kiki (Kristen Bell) แม่เต็มตัวที่ไม่ต้องทำงาน แต่การมีลูกติดๆ กันทำให้เธอต้องรับภาระเลี้ยงลูกเล็กๆ หลายคนพร้อมกัน ขณะที่สามีเธอก็ไม่ได้ช่วยอะไรเพราะถือว่าทำงานหาเงินมาเลี้ยงครอบครัวแล้ว และ Carla (Kathryn Hahn) เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวซึ่งยังไม่ค่อยอยากเป็นแม่เท่าไหร่ ยังอยากเป็นอิสระเที่ยวกลางคืนหาความสุขใส่ตัวอยู่ แก๊งแม่สามคนนี้ต้องมาปะทะกับแก๊งเพอร์เฟคมอมส์อีกสามคนซึ่งทั้งสามนางมีความคิดที่แตกต่างจากแก๊งนางเอกโดยสิ้นเชิง

เรื่องมาพีคตรงที่นางเอก Amy และ Gwendolyn (Christina Applegate) หัวหน้าแก๊งเพอร์เฟคมอมส์จะต้องลงสมัครเลือกตั้งเพื่อเป็นประธานสมาคมแม่บ้านของโรงเรียนที่ลูกๆ ของพวกเธอเรียนอยู่ การแข่งขันจึงเกิดขึ้น

หนังเรื่องนี้เป็นหนังกี่ยวกับแม่แต่เล่าเรื่องความผูกพันระหว่างแม่กับลูกน้อยมาก ทำให้ไม่อินกับความเป็นแม่ของตัวละครเอกเลย กลายเป็นว่าความผูกพันในแก๊งเพื่อนยังโดดเด่นกว่าอีก คะแนนที่ให้กับหนังเรื่องนี้ก็ให้จากจุดที่เกี่ยวกับการให้กำลังใจกันระหว่างเพื่อนเท่านั้น เพราะจุดอื่นๆ และปัญหาของตัวละครถูกแก้ไปแบบไม่เข้าท่าเท่าไหร่

หนังพยายามจะบอกว่าทุกคนต้องการเป็นแม่ที่ดี แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นแม่ที่เพอร์เฟค แต่กลับนำเสนอไปในทางตลกที่ไม่ตลก และจริงๆ แล้วปัญหาหลักของนางเอกไม่ใช่เรื่องการแข่งขันกับแก๊งตัวร้าย แต่มันคือการที่เธอไม่รู้จักบริหารเวลา เอาเวลางานกับเวลาครอบครัวมาผสมปนเปกันไปหมด แล้วมาอ้างว่าทำดีที่สุดแล้ว ตรงนี้คือไม่อิน

ส่วนเพื่อนนางเอกที่เลี้ยงลูกไม่ไหวเพราะสามีไม่ช่วย อันนี้ก็ไม่เกี่ยวกับการเป็นแม่ที่เพอร์เฟคหรือไม่เพอร์เฟค แต่คือการไม่รู้จักการสื่อสารกันในครอบครัว ซึ่งสุดท้ายเราก็ไม่ได้เห็นว่าครอบครัวนี้ได้แก้ปัญหาด้านการสื่อสารแต่อย่างใด เพราะหนังนำเสนอแค่ว่าให้ระเบิดอารมณ์ออกไป เดี๋ยวคนเป็นสามีก็ยอมเอง อ้าว ซะงั้น!! 

และสุดท้ายคือเพื่อนของนางเอกอีกคนที่ไม่ได้มีความอยากเป็นแม่ ที่มาเป็นแม่เพราะความผิดพลาดหรืออะไรหนังไม่ได้กล่าวละเอียด แต่จะมาอ้างว่าเป็นแม่ต้องมีชีวิตส่วนตัวแล้วละเลยลูก อันนี้คือไม่เห็นด้วย แล้วจู่ๆ หนังก็ตัดมาว่านางซึ้งใจในการเป็นแม่ในที่สุดโดยไม่มีที่มาที่ไป นี่คืองง

เราไม่เคยคาดหวังอะไรกับหนังตลก แต่ถ้าจะตลกแล้วให้ข้อคิดที่ฉาบฉวยแบบนี้ ไม่ต้องให้ข้อคิดเลยก็ได้ เอาฮาอย่างเดียวดีกว่า และที่แย่ที่สุดคือเราไม่ฮากับมุกที่หนังเรื่องนี้ประโคมมาให้

เมื่อดูหนังจบเราส่ายหัวแล้วคิดในใจว่า อย่าริอาจเป็นแม่คน ถ้าแม้แต่ตัวเองก็ยังดูแลไม่ได้!

ให้คะแนน 0.5/5


รีวิวหนัง The Lake House (2006)



ภาพยนตร์: The Lake House
กำกับ: Alejandro Agresti
นักแสดงนำ: Keanu Reeves, Sandra Bullock, Christopher Plummer

The Lake House คือหนังรีเมคจากหนังเกาหลีเรื่อง il Mare โดยเส้นเรื่องหลักเหมือนกันตรงที่พระเอกกับนางเอกมีชีวิตอยู่กันคนละช่วงเวลา แต่ไม่ใช่หนังย้อนอดีตไปไกล เพราะพวกเขาอยู่ต่างกันแค่สองปี

Dr. Kate Foster (Sandra Bullock) ย้ายออกจากบ้านริมทะเลไปอยู่ในตัวเมือง เธอทิ้งจดหมายไว้ที่ตู้ไปรษณีย์หน้าบ้านเพื่อขอให้คนที่จะมาอยู่บ้านหลังนี้ต่อช่วยส่งจดหมายที่อาจจะตกค้างมาถึงเธอไปที่อยู่ใหม่ให้ด้วย ขณะที่ Alex Wyler (Keanu Reeves) กำลังย้ายเข้าไปอยู่บ้านริมทะเล เขาได้รับจดหมายจากตู้ไปรษณีย์หน้าบ้าน และพบว่าคนที่เขียนจดหมายฉบับนี้อยู่ห่างจากเขาสองช่วงปี

แม้จะเป็นหนังรีเมคที่มีเนื้อหาหลักเหมือนต้นฉบับ แต่รายละเอียดปลีกย่อยแตกต่างมาก ทำให้หนังเวอร์ชั่นฮอลลีวู้ดนี้มีความสนุกและน่าติดตามไปอีกแบบ ขนาดเพิ่งดู il Mare จบแล้วมาดูเรื่องนี้ต่อทันทีก็ไม่น่าเบื่อ บทหนังทำได้ดีเรื่องการอุดช่องโหว่ที่ต้นฉบับทำไว้ ทำให้เนื้อเรื่องมีความสมบูรณ์มากขึ้น แถมการแต่งให้พระเอก-นางเอกมีเรื่องราวชีวิตที่เด่นชัดก็ยิ่งทำให้หนังมีมิติมากกว่าแค่เรื่องราวความรักของคนสองคนที่อยู่ต่างมิติเวลากัน

ในส่วนของภาพและดนตรีประกอบของเวอร์ชั่นนี้ก็โดดเด่นไม่ต่างจากเวอร์ชั่นเกาหลีเลย เมื่อเนื้อเรื่องถูกแต่งเติมให้เข้าใจง่ายขึ้นในแบบฉบับฮอลลีวูด ก็ทำให้เราดูได้แบบเพลินๆ ไม่ต้องคอยปะติดปะต่อเรื่องความต่างของเวลามากนัก การตัดต่อก็ทำได้ดีเพราะหนังแบบนี้มันงงได้ง่าย แต่เขาตัดต่อสลับไปมาได้สนุกทำให้เรื่องไม่น่าเบื่อและไม่เรื่อยๆ เอื่อยๆ จนเกินไป

พระเอกนางเอกแสดงได้เข้าขากันดีมาก คงเพราะ Keanu และ Sandra มีเคมีที่ลงตัวแบบแค่คุยกันผ่านจดหมายไม่ได้เจอหน้ากันก็ทำให้ฟินได้แล้ว สมกับที่เป็นคู่ขวัญกันมาตั้งแต่เรื่อง Speed 

ปกติ Keanu ไม่ค่อยได้รับบทที่ได้แสดงอารมณ์มากนัก แต่เรื่องนี้มีฉากอารมณ์เข้ามาทำให้ได้เห็นฝีมือเขาว่าไม่น้อยไปกว่าใครเลย ส่วน Sandra ไม่ต้องห่วง เธอสวย สง่า น่ารัก จนอยากสิงร่างเธอเหลือเกิน 555+

ให้คะแนน 4.5/5

***สปอยขั้นสูงสุด***

ให้คะแนนเวอร์ชั่นรีเมคมากกว่าต้นฉบับนิดนึงเพราะหนังลงรายละเอียดตัวละครได้ลึกซึ้งกว่า ต้นฉบับค่อนข้างเน้นไปที่ความเหงาของคนสองคนโดยไม่มีรายละเอียดรอบตัวมากนัก เราจึงไม่รู้ถึงปมของความเหงาที่ทำให้คนคู่นี้ต้องชะตากันแค่เพียงรู้จักกันผ่านจดหมาย แต่ฉบับรีเมคเพิ่มเรื่องราวครอบครัวพระเอกและการทำงานของนางเอกเข้ามา ทำให้เข้าใจถึงรากลึกของความเหงาของคนทั้งคู่ได้ดีขึ้น

พระเอกคิดว่าพ่อไม่รักจึงเป็นคนขาดความรักและหมกตัวอยู่กับตัวเองไม่เปิดใจให้ใคร นางเอกเป็นหมอต้องพบเจอความตายอยู่ตลอดเวลาทำให้จิตใจหดหู่และยังหาไม่พบว่าใครหรืออะไรที่จะทำให้หัวใจเธอแช่มชื่นขึ้น เหมือนชีวิตของทั้งคู่รอคอยใครคนหนึ่งอยู่ ต่อเมื่อมารู้จักกันทั้งคู่ก็ค้นพบว่าปัญหาทุกอย่างที่เผชิญ มันรู้สึกเบาบางลงได้เมื่อรู้ว่ามีใครคนหนึ่งรอคอยที่จะรับรู้เรื่องราวชีวิตของตนเองอยู่

ประเด็นของฉบับรีเมคค่อนข้างชัดเจนในเรื่องของการอดทนรอคอย ตอนต้นเรื่องมีคนถามนางเอกว่า เราควรจะรอจนกว่าจะมีผู้ชายดีๆ เข้ามาหรือเปล่านางเอกตอบว่า ถ้ามัวแต่รอ อาจจะต้องรอไปทั้งชีวิตดังนั้นเธอจึงคบหากับคนที่เธอรู้ดีว่าไม่ใช่คนที่เฝ้ารอ แต่แล้วเธอก็พบว่ามันไม่ได้ทำให้การรอคอยจบสิ้นลงแต่อย่างใด และเมื่อมาถึงจุดที่ฉบับรีเมคแต่งเพิ่มเข้ามา (ต้นฉบับไม่ได้เป็นแบบนี้) คือตอนที่นางเอกรู้ว่าถ้านัดพบกับพระเอกในตอนนั้น เขาจะเกิดอุบัติเหตุจนเสียชีวิต เธอจึงขอร้องให้เขาไม่มาพบและให้เขารอต่อไปอีกสองปี เพื่อที่ทั้งคู่จะได้พบกันโดยไม่ต้องเผชิญกับโศกนาฎกรรม เนื้อหาที่เพิ่มมานี้ทำให้ยิ่งซาบซึ้งถึงคำว่ารอคอย เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่การรอคอยสิ้นสุดลง เราก็จะพบว่าที่รอมานั้นมันคุ้มค่าแค่ไหน


รีวิวหนัง il Mare (2000)



ภาพยนตร์: il Mare
กำกับ: Lee Hyun-seung
นักแสดงนำ: Jun Ji-hyun, Lee Jung-jae

อิล มาเร แปลว่า อยู่ติดทะเลหนังเรื่องนี้จึงใช้บ้านริมทะเลเป็นตัวชูโรง โดยเรียงร้อยเรื่องราวความรักของพระ-นางที่ดำเนินชีวิตไปแบบเส้นขนานของเวลา แต่มีมนต์ขลังบางอย่างที่ทำให้เวลาที่ห่างกันสองปีมาบรรจบกันได้

ฮันจู (Jun Ji-hyun) กำลังย้ายออกจากบ้านริมทะเลโดยหย่อนจดหมายไว้ที่ตู้ไปรษณีย์หน้าบ้าน เธอเขียนถึงผู้ที่จะมาอยู่ใหม่ว่าถ้ามีจดหมายตกค้างมาถึงเธอให้ช่วยส่งต่อให้ด้วย ขณะที่ซังฮุง (Lee Jung-jae) กำลังย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านริมทะเลเขาพบจดหมายที่ฮันจูเขียนแล้วก็ต้องแปลกใจเพราะเธอบอกว่าเธอเคยอยู่ที่นี่แต่จะเป็นไปได้อย่างไรกันในเมื่อบ้านหลังนี้เพิ่งสร้างเสร็จ และเขาเป็นคนมาอยู่คนแรก

เมื่อมองไปด้านล่างของจดหมายเขาก็ยิ่งแปลกใจหนักเพราะมันลงวันที่วันนี้แต่เป็นอีกสองปีข้างหน้า ซังฮุงตัดสินใจเขียนจดหมายตอบโดยลงวันที่ไว้ด้วยแล้วหย่อนจดหมายลงในตู้ไปรษณีย์อันเดิม ฮันจูได้รับจดหมายจึงรู้ว่าเธอกำลังสื่อสารกับคนที่มีชีวิตอยู่ในอดีตห่างจากเธอสองปี ทั้งสองติดต่อกันโดยใช้ตู้ไปรษณีย์เป็นตัวเชื่อม คนเหงาสองคนมาเจอกัน ความเข้าใจและเห็นใจซึ่งกันและกันจึงเกิดขึ้น แต่จะทำอย่างไรในเมื่อพวกเขามีชีวิตอยู่กันคนละปี!

จินตนาการของนักแต่งหนังเรื่องนี้ถือว่าล้ำเลิศ คนไทยอาจเคยชินกับละครเกี่ยวกับการเดินทางกลับไปสู่อดีตหรือมาอยู่ในอนาคตอย่างเรื่อง ทวิภพ บ่วงบรรจถรณ์ นิราศสองภพ อตีตา และ เรือนมยุรา แต่เรื่องนี้ไม่ได้เดินทางย้อนหรือล้ำเวลา พระเอก-นางเอกยังใช้ชีวิตอยู่ในมิติเวลาของตัวเอง แต่กลับสามารถติดต่อกันได้และเกิดความผูกพันกัน

การเล่าเรื่องของหนังค่อนข้างเนิบนาบไปหน่อยแต่ก็ได้อารมณ์ของอาการรักซึมลึกระหว่างพระ-นางเป็นอย่างดี ผู้กำกับคุมโทนให้หนังออกแนวหม่นหมอง ดูไปก็อึนๆ ซึนๆ ตามสไตล์หนังรักเกาหลี ถ้าใครชอบแบบนี้น่าจะอินมาก ที่ต้องขอชมคือนักแสดงซึ่งมีตัวละครน้อยแต่ก็เล่นได้ดีทุกคน องค์ประกอบที่ช่วยให้หนังสมบูรณ์ขึ้นคือภาพสวยและเพลงประกอบไพเราะ แค่นี้ก็ทำให้เราฟินได้แล้ว

หนังมีจุดบกพร่องอยู่บ้างในเรื่องของบท จุดหักเหของเรื่องที่พยายามปะติดปะต่อยังไงก็ไม่สมเหตุสมผล ถือว่ามีช่องโหว่เยอะ แต่ก็ต้องชมเพราะการคิดพล็อตแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย อาจมีข้อผิดพลาดบ้างถือว่าให้อภัยได้

ให้คะแนน 4/5


รีวิวหนัง Passengers (2016)



ภาพยนตร์: Passengers
กำกับ: Morten Tyldum
นักแสดงนำ: Jennifer Lawrence, Chris Pratt, Michael Sheen, Laurence Fishburne

ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวล้ำอย่างมาก มนุษย์สามารถเดินทางจากโลกใบนี้ไปโลกใบอื่นได้ จึงมีมนุษย์กลุ่มหนึ่ง (50,000 กว่าคน) ตัดสินใจเดินทางไป เพื่อใช้ชีวิตบนโลกใบใหม่ แต่การเดินทางครั้งนี้ต้องนั่งยานอวกาศไป และใช้เวลา 120 ปีจึงจะถึงที่หมาย มนุษย์จึงต้องนอนในแคปซูลที่ทำมาเพื่อภารกิจนี้โดยเฉพาะ ซึ่งแคปซูลนี้จะทำให้มนุษย์หลับไปยาวนานและจะถูกปลุกให้ตื่นแค่เพียง 4 เดือนก่อนจะถึงที่หมายเท่านั้น

แต่ดันเกิดความผิดพลาดทำให้ Jim Preston (Chris Pratt) ตื่นก่อนกำหนดตั้ง 90 ปี ต่อเมื่อเขาหาทางที่จะกลับไปหลับต่อในแคปซูลไม่ได้ พายานกลับโลกใบที่จากมาก็ไม่ได้ และติดต่อใครก็ไม่ได้ เขาจึงตัดสินใจปลุก Aurora Lane (Jennifer Lawrence) ขึ้นมาอยู่เป็นเพื่อน

หน้าหนังเรื่องนี้ดูจะเป็นหนังอวกาศแต่จริงๆ แล้วมันคือหนังรัก เนื้อเรื่องเน้นในพาร์ทความรักของพระนางค่อนข้างเยอะ แต่ด้วยบทที่หลวม และการเดินเรื่องแบบเรื่อยๆ มาเรียงๆ ทำให้หนังน่าเบื่อไปหน่อยในช่วงต้น หนังมาสนุกในช่วงท้ายเพราะมีฉากแอคชั่นเข้ามาให้ตื่นเต้นระทึกใจ

ปัญหาสำคัญอีกอย่างของหนังคือการแสดงของพระนาง เนื่องจากบทหนังไม่ได้บอกรายละเอียดตัวละครมากนักทำให้งานหนักตกเป็นของนักแสดงที่ต้องทำให้คนดูเชื่อให้ได้ว่าพวกเขาต้องการจากโลกใบเดิมมาจริงๆ เพื่อจะได้ไปสู่โลกใบใหม่ที่พวกเขาฝันใฝ่ว่ามันจะดีกว่า แต่การแสดงของทั้งคู่ยังไม่ลึกพอที่จะทำให้เราเชื่อในตัวละครที่พวกเขาเป็นได้ เมื่อไม่เชื่อก็ไม่อิน เมื่อไม่อินมันก็คือหายนะของหนังรักนั่นเอง

ส่วนที่ดีที่สุดของหนังคือฉากแอคชั่นบนยานอวกาศกับการเอาชีวิตรอดในช่วงท้ายเรื่อง ซึ่งคะแนนที่ให้มาจากพาร์ทนี้ทั้งสิ้น

ให้คะแนน 3/5

*****สปอยขั้นสูงสุด*****

เราชอบข้อคิดของหนังมากที่ว่า เราจะฝันถึงชีวิตที่มีความสุขในวันข้างหน้าได้อย่างไร ในเมื่อวันนี้เรายังทำชีวิตให้มีความสุขไม่ได้หนังต้องการสื่อว่าให้อยู่กับปัจจุบันและทำวันนี้ให้ดีที่สุด แต่ยังนำเสนอได้ไม่ดีพอ

พระเอกรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าบนโลกใบนี้จึงอยากไปใช้ชีวิตบนโลกใบใหม่ นางเอกรู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ยังไม่ดีพอสำหรับเธอๆ จึงอยากไปหาอะไรใหม่ๆ บนโลกใบใหม่ ทั้งพระเอกและนางเอกจึงเป็นคนที่อยู่กับความฝันว่าจะเจอสิ่งใหม่ๆ ที่ดีกว่า แต่เมื่อพวกเขาตื่นจากฝันแล้วพบกับความจริงว่า ต้องมาติดแหงะอยู่ในยานอวกาศกัน 2 คน พวกเขาก็ต้องหาทางอยู่กับมันให้ได้ พล็อตเรื่องมันดีนะ เราชอบ แต่พอหนังไปโฟกัสเรื่องความรักที่ดูไม่ค่อยอินเท่าไหร่ ทำให้รู้สึกเสียดายพล็อตดีๆ จัง

ประเด็นที่พระเอกตัดสินใจปลุกนางเอกขึ้นมาอยู่เป็นเพื่อนเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมากในหมู่คนที่ดูแล้วว่ามันเป็นการเห็นแก่ตัวเกินไป แต่ตรงนี้เราเข้าใจนะ เหมือนที่ในหนังบอกไว้ว่า คนเราตอนกำลังจะจมน้ำอะไรคว้าได้ก็คว้าไว้ก่อนทั้งนั้นแหละ และเราก็เข้าใจด้วยที่นางเอกโกรธเมื่อรู้ว่าตนเองถูกปลุกมาให้อยู่เป็นเพื่อน ซึ่งมันทำให้ความฝันที่เธอจะได้ไปโลกใหม่ต้องสูญสิ้นไป


แต่สิ่งที่ไม่ค่อยเข้าใจคือตอนจบของเรื่องที่บอกว่าพระเอกนางเอกมีชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขบนยานนั้นไปจนตาย เราคิดไม่ออกจริงๆ ว่าการที่อยู่กันสองคนบนยานอวกาศที่มีพื้นที่จำกัดเป็นสิบๆ ปีจนตายจากกันไปพวกเขาอยู่กันได้ยังไง จุดนี้มากกว่าที่น่าสนใจ จุดนี้มากกว่าที่หนังน่าจะโฟกัสเพื่อให้ตรงกับข้อคิดที่ว่า จงอยู่กับปัจจุบันและทำปัจจุบันให้มีความสุขที่สุดแต่หนังดันจบตรงนี้ มันเลยไม่ฟิน ดูจบแล้วก็ไม่ได้อะไรใหม่นอกจากฉากแอคชั่นสนุกๆ ประมาณ 20 นาทีจากหนังเกือบ 2 ชั่งโมง!

รีวิวหนัง Knight of Cups (2015)


ภาพยนตร์: Knight of Cups
กำกับ: Terrence Malick
นักแสดงนำ: Christian Bale, Cate Blanchett, Natalie Portman

นานๆ จะดูหนังอาร์ตสักที บอกตรงๆ ว่ามันไม่สนุก มันเหมือนดูสารคดีมากกว่าดูหนัง ซึ่งถ้าใครเคยดูหนังของผู้กำกับ Terrence Malick มาแล้วก็จะไม่แปลกใจ เพราะการทำหนังของเขามีเอกลักษณ์มาก เขามักเล่าหนังด้วยภาพสวยๆ ด้วยประโยคบรรยายมากกว่าประโยคสนทนา และมักได้ดาราชื่อดังมานำแสดง

ซึ่งนี่แหละที่ทำให้เราอดที่จะเข้าไปดูหนังของเขาไม่ได้ ทั้งๆ ที่หนังอาร์ตแบบนี้ไม่ใช่แนวที่เราชอบดูเอาซะเลย โชคดีที่เรื่องนี้ผู้กำกับใช้ไพ่ทาโร่มาเป็นตัวเดินเรื่อง ซึ่งเราหลงไหลในไพ่ชุดนี้อยู่แล้ว เลยมีอารมณ์ร่วมกับหนังมากกว่าเรื่องอื่นๆ ของผู้กำกับท่านนี้

Rick (Christian Bale) เป็นนักเขียนบทภาพยนต์ที่ประสบความสำเร็จ แต่ด้านความรักเขากลับยังค้นหามันไม่เจอสักที มีผู้หญิงผ่านเข้ามาในชีวิตเขามากมาย และแม้ว่าเขาจะเคยผ่านชีวิตแต่งงานมาแล้ว แต่ดูเหมือนว่าเขายังไม่เข้าใจความรักและไขว่คว้าหารักอยู่ร่ำไป

ซึ่ง Rick ก็คือตัวแทนของไพ่อัศวินถ้วย (Knight of Cups) นั่นเอง หนังเล่าเรื่องเป็นบทๆ โดยใช้ไพ่ทาโร่เป็นชื่อบทคือ The Moon, The Hanged Man, The Hermit, Judgement, The Tower, The High Priestess, Death และ Freedom (จริงๆ ไพ่ทาโร่ไม่มีไพ่ Freedom แต่เดาว่าผู้กำกับน่าจะสื่อถึงไพ่ The Fool ซึ่งหมายถึงการเริ่มต้นการเดินทางอย่างอิสระ)

เอาเป็นว่าเราจะไม่พูดถึงความไม่สนุกของหนังก็แล้วกัน เพราะต้องเข้าใจก่อนว่าหนังแนวนี้ไม่ใช่แนวเรา แต่เราดันดูเพราะชอบดารา 555+ แต่ถ้าเรื่องงานภาพละก็ เรื่องนี้ไม่ผิดหวัง มีภาพวิวสวยๆ เยอะมาก งานภาพในหนังมีความย้อนแย้งกันอย่างจงใจในการเอาภาพธรรมชาติสงบๆ มาตัดสลับไปมากับภาพความวุ่นวายของชีวิตมนุษย์ เป็นความแตกต่างที่ลงตัวดี ส่วนการแสดง Christian เป็นตัวเดินเรื่อง เขาทำได้ดี แต่คิดว่าผู้กำกับยังใช้ศักยภาพของเขาได้ไม่เต็มที่ เช่นเดียวกับ Cate Blanchett และ Natalie Portman ที่มาน้อยและไม่ได้แสดงฝีมือเท่าไหร่นัก บทหนังถือว่าให้แง่คิดดีทีเดียว แต่ดูจบแล้วต้องนั่งนิ่งๆ ให้สมองได้กลั่นกรองสักนิดถึงจะเข้าใจว่าหนังต้องการจะสื่ออะไร

ให้คะแนน 3/5

***สปอยขั้นสูงสุด***

เราเคยดูหนังของผู้กำกับคนนี้มา 2 เรื่องแล้วคือ The Tree of Life และ To the Wonder บอกตรงๆ ว่าดูแล้วค่อนข้างมึน แต่ก็ยังไม่เข็ดมาดูเรื่องนี้อีก ^^ คราวนี้ไม่รู้เพราะดูหนังแนวนี้เป็นเรื่องที่ 3 แล้วหรือเพราะหนังทำให้เข้าใจง่ายขึ้นจึงไม่มึนมากนัก และต้องยอมรับว่าความรู้เรื่องไพ่ทาโร่ของเราช่วยให้เราเข้าใจสัญลักษณ์ที่หนังสื่อจากไพ่ได้ดีขึ้นจริงๆ คิดว่าถ้าดูหนังเรื่องนี้ก่อนที่เราจะศึกษาไพ่ทาโร่ก็คงจะมึนเหมือน 2 เรื่องที่ผ่านมานั่นแหละ

ขอเล่าเรื่องตามที่เข้าใจ ซึ่งไม่การันตีนะคะว่าเข้าใจถูกหรือเปล่าเพราะหนังดูยาก 555+ พระเอก Rick คืออัศวินถ้วยอย่างแท้จริง เขาทรงเสน่ห์มาก เป็นหนุ่มโรแมนติกช่างฝัน เขาต้องการหารักที่เป็นดั่งที่เขาฝัน เขาแต่งงานกับ Nancy ผู้หญิงที่ดี แต่พอเวลาผ่านไปชีวิตจริงมันไม่เหมือนฝัน เขาก็ผลักไสเธอไป จากนั้นเขาก็คบหาลึกซึ้งกับผู้หญิงอีกหลายคน แต่ละคนก็ทำให้เขาได้เรียนรู้มุมมองใหม่ๆ ในชีวิต แต่กระนั้นเขาก็ยังไม่ค้นพบรักในแบบที่เขาฝันไว้

จิตใจเขาหดหู่ (The Moon) เขาจึงกลับไปหา Nancy เพื่อขอคืนดี (The Hanged Man) แต่เขาก็กลับไปเริ่มต้นใหม่กับเธอไม่ได้ เขาจึงเข้าสู่ภาวะจำศีล (The Hermit) มันเป็นชะตาชีวิตที่เขาต้องยอมรับให้ได้ (Judgement) หนังยังเล่าถึงพ่อแม่และน้องชายของเขาที่หล่อหลอมให้เขาเป็นคนแบบนี้ เขาเกิดจากครอบครัวที่แตกแยก (The Tower) นี่เองที่ทำให้เขาไขว่คว้าหาความรักอย่างมาก จนกระทั่งเขามารักกับ  Elizabeth ผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว มันจึงเป็นรักที่ต้องหลบซ่อน (The High Priestess) ซึ่งความรักที่เริ่มต้นมาแบบผิดๆ มันก็ต้องมีจุดจบที่เสียใจด้วยกันทุกฝ่าย (The Death) เมื่อไพ่เดอะเดทขึ้น คนมักจะกลัว แต่จริงๆ แล้วบางครั้งถ้าเราจมอยู่กับอะไรสักอย่างวนไปวนมาหาทางออกไม่ได้สักที ไพ่ใบนี่แหละที่บอกว่ามันจะสิ้นสุดแล้ว ไม่ต้องวนอยู่ในอ่างกับมันอีกต่อไปแล้ว

เมื่อ Rick รู้แล้วว่าความรักที่เขาเชื่อว่ามันคือรักที่เขาใฝ่ฝัน จริงๆ แล้วมันไม่ใช่ ดังนั้นเขาจึงเข้าใจว่ารักที่เขาตามหามันมีอยู่แค่ในฝันเท่านั้น เขาพร้อมแล้วที่จะตื่นขึ้นมาเจอกับความจริง มาอยู่กับปัจจุบัน ไม่ใช่การกลับไปหาอดีต (ภรรยาเก่า) หรือการฝันถึงอนาคตที่ไม่มีวันมาถึง การ “Pay attention to this moment” ต่างหากคือคำตอบของชีวิต เมื่อเข้าใจแล้ว เขาจึงเริ่มต้นการเดินทางอีกครั้ง (Freedom) แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เดินทางเพื่อตามหาความรักแบบในฝัน แต่เป็นการเดินทางอย่างอิสระ ไม่ยึดติดกับสิ่งใดๆ นอกจากอยู่กับปัจจุบันนั่นเอง


รีวิวหนัง ลัดดาแลนด์ (2011)



ภาพยนตร์: ลัดดาแลนด์
กำกับ: โสภณ ศักดาพิศิษฏ์
นักแสดงนำ: สหรัถ สังคปรีชา ปิยธิดา วรมุสิก สุทัตตา อุดมศิลป์

ธีร์ (ก้อง สหรัถ) เพิ่งได้รับตำแหน่งการงานที่ดีพร้อมกับเงินเดือนที่มากขึ้น ทำให้เขาตัดสินใจซื้อบ้านที่เชียงใหม่แล้วพาภรรยา ป่าน (ป๊อก ปิยธิดา) รวมถึงแนน  (ปันปัน สุทัตตา) ลูกสาวคนโต และนัท ลูกชายคนเล็กมาอยู่ด้วยกัน โดยก่อนหน้านี้เขาจำต้องทิ้งแนนให้ยายเลี้ยงเนื่องจากเขาและป่านไม่สามารถเลี้ยงลูกทีเดียวสองคนไหว

ต่อเมื่อมาอยู่ที่บ้านหลังนี้ได้ไม่นานก็เกิดเรื่องราวน่าอกสั่นขวัญหายขึ้นมากมาย รวมถึงเพื่อนบ้านที่ยิ่งรู้จักยิ่งน่ากลัว และแม้จะรู้สึกว่าหมู่บ้านนี้มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นแต่ธีร์จะทำอย่างไรได้ในเมื่อบ้านยังผ่อนไม่หมดแล้วยังต้องมาตกงานกะทันหัน ไหนจะทะเลาะกับลูกสาวอีก สุดท้ายชีวิตครอบครัวอันแสนสุขที่ธีร์ฝันไว้กลับกลายเป็นความยุ่งเหยิงและจุดจบอันแสนระทึก

ลัดดาแลนด์เป็นหนังผีก็จริงแต่สิ่งที่โดดเด่นยิ่งกว่าผีคือปมปัญหาเรื่องชีวิตครอบครัว เราจะค่อยๆ เข้าใจไปทีละนิดว่า ความรู้สึกเหมือนมีเส้นบางๆ มากั้นความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวนี้มันเกิดจากอะไร สำหรับคนจิตแข็งอาจรู้สึกว่าเรื่องนี้ผีไม่น่ากลัวเท่าไหร่ แต่สำหรับคนกลัวผี (อย่างเรา) ก็ทำให้สยองได้ไม่น้อย

ลัดดาแลนด์ได้รางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากหลายสถาบัน การที่หนังผีสักเรื่องจะได้รางวัลนี้แน่นอนว่ามันต้องมีองค์ประกอบสำคัญที่นอกเหนือไปจากเรื่องความน่ากลัว ซึ่งลัดดาแลนด์นำเสนอสิ่งนั้นได้ลึกซึ้งและกินใจ ข้อคิดที่ได้จากหนังก็คือ การมีลูกตอนไม่พร้อมมักนำปัญหามากมายมาให้ แต่เมื่อพลาดไปแล้วก็ต้องทำให้ดีที่สุด สิ่งสำคัญที่คนในครอบครัวควรมีให้แก่กันคือการให้กำลังใจไม่ใช่การตอกย้ำความผิดไม่รู้จบ การผลิตลูกคงไม่ใช่เรื่องยาก แต่การเป็นพ่อเป็นแม่คนที่ดีนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นก่อนจะมีลูกควรคิดให้ดีว่าพร้อมหรือไม่ อย่าให้ลูกมาพูดได้ว่า “ถ้ามีลูกแล้วเลี้ยงเองไม่ได้ ทีหลังไม่ต้องมีก็ได้นะ!” คนเป็นลูกก็เช่นเดียวกัน พ่อแม่ก็คนธรรมดาไม่ใช่เทวดานางฟ้ามาจากไหน ก็ต้องมีผิดพลาดกันบ้าง อย่าให้วันที่เข้าใจในความรักของพ่อแม่คือวันที่ สายเกินไป...

ด้านการแสดง ป๊อก กวาดรางวัลนักแสดงนำหญิงไปเกือบทุกสถาบัน ตลอดเรื่องป๊อกค่อนข้างคุมโทนให้รู้สึกถึงความเก็บกด อึดอัด จนกระทั่งฉากสุดท้ายเธอถึงปล่อยพลังออกมาแบบพอเหมาะพอดี ทำให้อดร้องไห้ตามไม่ได้

สำหรับพี่ก้อง ขอบอกว่าเกินคาด ส่วนใหญ่เคยเห็นพี่ก้องเล่นแต่บทผู้ชายอบอุ่น ใจเย็น ที่เห็นโกรธจัดๆ ก็ประมาณเบอร์ 8 ซึ่งว่าน่ากลัวแล้ว เจอเรื่องนี้โกรธเบอร์ 10 คือน่ากลัวมากกกกกก ตกใจเลย เป็นแฟนคลับนูโวมาทั้งชีวิต ไม่เคยเห็นพี่ก้องในโหมดนี้มาก่อน และแม้พี่ก้องจะพลาดรางวัลนำชายยอดเยี่ยมไป แต่ก็ได้ใจเราโดยเฉพาะฉาก โดนไล่ออกที่อินเนอร์พี่แกจัดเต็ม สะใจมาก 555+

ให้คะแนน 5/5


รีวิวหนัง Exposed (2016)



ภาพยนตร์: Exposed
กำกับ: Declan Dale
นักแสดงนำ: Keanu Reeves, Ana de Armas, Mira Sorvino

เนื่องจากเราเป็นสาวกพี่ Keanu มาทั้งชีวิตจึงจำเป็นต้องดูหนังของพี่แกทุกเรื่องตามหน้าที่สาวกที่ดี ทำให้พลาดเรื่องนี้ไม่ได้แม้หน้าหนังจะไม่น่าดูก็ตาม!

Scott (Keanu Reeves) เป็นตำรวจนักสืบที่เพิ่งสูญเสียเพื่อนคู่หูจากการโดนฆาตรกรรม เขาจึงหาทางสืบหาคนร้าย แต่กลับถูกหัวหน้ายับยั้งไว้เนื่องจากกลัวว่าสืบไปสืบมาอาจไปเจอข้อมูลที่ไม่น่าพิศมัยเข้า เพราะเพื่อนคู่หูของเขาคนนี้ก็ไม่ใช่คนดีอะไรนัก แต่ Scott ก็ดื้อและพยายามจะเอาตัวคนร้ายมารับโทษให้ได้ เขาแกะรอยจนตามไปเจอผู้ต้องสงสัย 3-4 คน หนึ่งในนั้นเป็นผู้หญิงสาวแสนสวยชื่อ Isabel (Ana de Armas) เธอมีอาชีพเป็นครูที่ดูแล้วไม่น่าจะทำร้ายใครได้ แต่เธอก็เป็นผู้หญิงที่มีความไม่ธรรมดาแอบแฝงอยู่ จึงเป็นงานยากที่ Scott ต้องสืบเสาะเจาะลึกว่าใครกันแน่คือฆาตรกร

จากเนื้อเรื่องก็น่าจะเป็นหนังสืบสวนสอบสวนที่สนุกเรื่องหนึ่ง แต่การถ่ายทำและบทที่วนอยู่ในอ่างไม่ไปไหนสักทีทำให้หนังที่ดูเหมือนจะดีในช่วงต้นกลับเละไม่เป็นท่า หนังไม่มีโฟกัสว่าอยากดำเนินเรื่องแบบไหนกันแน่ จะออกแนวตำรวจนักสืบหรือเรื่องลี้ลับเหนือธรรมชาติ หรือเรื่องจิตวิทยาก็ไม่เอาสักทาง

การตัดต่อที่พยายามทำให้มีชั้นเชิงกลับดูไม่มีที่มาที่ไป คือตัดไปตัดมาแบบไร้เหตุผล การแสดงถือว่าพอเอาตัวรอดไปได้สำหรับสาว Ana แต่สำหรับ Keanu นั้น เรื่องนี้ถือว่าแย่ (ขอโทษพี่เคียฯด้วย โดยจรรยาบรรณของนักวิจารณ์จะโกหกความรู้สึกต่อคนอ่านไม่ได้จริงๆ แงๆ)

สรุปคือบทก็อ่อนการแสดงก็ไม่น่าประทับใจ แล้วจะให้ดูอะไรล่ะ ก็รอดูมันคลายปมที่ผูกไว้แบบงงๆ ในตอนต้นเรื่องก็แล้วกัน จนกระทั่งหนังจบ ก็เออแปลกดี จริงๆ หนังเหมือนจะมีประเด็นที่ดีแต่นำเสนอได้แย่ทำให้กลายเป็นหนังห่วยไปเลย

ไปหาข้อมูลหนังมาจึงพบว่า จริงๆ แล้วเรื่องนี้ตั้งใจให้บท Isabel เป็นตัวเดินเรื่อง แต่ทางสตูดิโอไม่ชอบจึงสั่งตัดต่อใหม่ให้บทนักสืบ Scott เป็นตัวเด่นแทน ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ผู้กำกับหนังตัวจริงอย่าง Gee Malik Linton เอาชื่อตัวเองออกจากหนังทันที หนังจึงใช้ชื่อปลอมคือ Declan Dale เป็นผู้กำกับแทน เบื้องหลังมันเป็นอย่างงี้นี่เอง หนังถึงได้เละตุ้มเป๊ะซะขนาดนี้ อย่างไรก็ตามเนื่องจากเป็นหนังของพี่ Keanu สุดที่รัก จะให้ 0 คะแนนก็ทำไม่ลง งั้นให้คะแนนความพยายามของพี่แกละกัน แฮ่ๆๆ

ให้คะแนน 1/5


บทความในบล็อกนี้สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539 . ขับเคลื่อนโดย Blogger.