ภาพยนตร์: Jerry Maguire
กำกับ: Cameron Crowe
นักแสดงนำ: Tom Cruise, Renee Zellweger, Cuba Gooding Jr.

Jerry Maguire (Tom Cruise) เป็นเอเจ้นนักกีฬาอเมริกันฟุตบอลที่มีชื่อเสียงโด่งดัง แต่เมื่อเขาต้องดูแลนักกีฬาที่ดังแล้วเหลิงมากๆ ก็ทำให้เขาเสื่อมศรัทธาในอาชีพ และประกาศที่จะปฎิรูปการทำงานใหม่ โดยมีจริยธรรมและจรรยาบรรณในอาชีพเป็นเกณฑ์ การประกาศนี้ทำให้เขาต้องออกจากงานเพราะไม่มีคนเห็นด้วย มีเพียง Dorothy Boyd (Renee Zellweger) คนเดียวเท่านั้นที่ลาออกตามเขา เนื่องจากเธอหลงรักเขามานานแล้ว

เมื่อ Jerry ออกมาทำงานเอง เขาแทบไม่เหลืออะไรเลย เขามีพนักงานคนเดียวคือ Dorothy และมีนักกีฬาในสังกัดคนเดียวคือ Rod Tidwell (Cuba Gooding Jr.) แต่เพราะเขาเป็นคนเก่งและไม่เคยย่อท้อ ทำให้เขาพลิกตัวเองจากคนที่กำลังจะล้มเหลว กลายเป็นคนที่ประสบความสำเร็จได้อีกครั้ง อย่างไรก็ตามแม้เขาจะได้ชื่อเสียงเงินทองกลับคืนมา แต่เขาก็ไม่มีความสุข เพราะชีวิตคู่เขาล้มเหลวไม่เป็นท่า

กระทั่งเขาค้นพบสาเหตุของความล้มเหลว ทำให้เขาได้เรียนรู้ว่า ชื่อเสียงเงินทอง ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เขามีความสุขอย่างแท้จริง แต่มันคือครอบครัวและความรักต่างหาก

Jerry Maguire เป็นหนังในดวงใจของใครหลายๆ คน รวมถึงเราด้วย หนังเรื่องนี้ไม่ได้สอนให้รู้จักการไม่ย่อท้อที่จะต่อสู้กับอุปสรรคในการทำงานเพียงอย่างเดียว แต่มันยังให้ข้อคิดเกี่ยวกับการใช้ชีวิต การรู้จักสร้างความสมดุลระหว่างงานและชีวิตส่วนตัว การทำงานด้วยความรักไม่ใช่ทำเพราะเงิน เป็นหนังที่ดูสนุกและสร้างแรงบันดาลใจได้ทุกครั้งที่หยิบมาดู


ให้คะแนน 5/5


ภาพยนตร์กลิ้งไว้ก่อนพ่อสอนไว้
กำกับ: สมจริง ศรีสุภาพ
นักแสดงนำปฏิภาณ ปฐวีกานต์ ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง สะแกวัลย์ ยงใจยุทธ วิทิต แลต ปราโมทย์ แสงศร

นักเรียนมัธยมหกกลุ่มหนึ่งชื่อกลุ่มหินกลิ้งนำกลุ่มโดย ก้าน (มอส ปฏิภาณ) และหมี (แท่ง ศักดิ์สิทธิ์) มักรวมตัวกันไปทำเรื่องแสบๆ จนถูกตราหน้าว่าเป็นพวกเกเรไม่มีอนาคต กระทั่งพวกเขาได้รู้จักกับ กรด (วิทิต แลต) ซึ่งเล่นบาสเก่งมาก ทีแรกกลุ่มหินกลิ้งไม่ชอบกรดเท่าไหร่ เพราะเขาเป็นคนไม่สุงสิงกับใคร แต่พอได้รู้จักตัวตนจริงๆ ของกรด พวกเขาก็มาสนิทกัน

การที่กรดต้องลาออกจากโรงเรียนเพราะไม่มีเงินและต้องทำงานหาเลี้ยงตัวเอง ทำให้ก้านได้คิดว่าชีวิตมันไม่แน่นอน เขาจึงชวนเพื่อนในกลุ่มให้หันมาตั้งใจเรียนเป็นปีสุดท้ายก่อนที่จะต้องแยกย้ายไปทำตามฝันของตัวเอง

หนังเรื่องนี้ฉายเมื่อปี 2534 เป็นหนังวัยรุ่นที่ดังที่สุด ทำรายได้สูงที่สุดในยุคนั้น เนื้อเรื่องไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลยทำให้ดูง่ายเหมาะกับวัยรุ่น ด้วยที่เป็นหนังตลกมีมุกใส่มาในหนังเต็มไปหมดทำให้ดูไปหัวเราะไป แต่ก็ไม่ลืมที่จะแฝงข้อคิดดีๆ ให้คนดูโดยเฉพาะวัยรุ่นได้ฉุกคิดถึงอนาคตของตัวเองว่าควรมองหาเส้นทางเดินของตัวเองในอนาคตได้แล้ว ไม่ใช่ยังทำตัวเป็นเด็ก เล่นๆ กับทุกอย่างไปซะหมด

หนังยังให้ข้อคิดอีกว่าการเรียนไม่จำเป็นต้องอยู่ในโรงเรียนเช่น กรด ผู้ซึ่งไม่มีโอกาศใส่ชุดนักเรียนเพราะไม่มีเงินเรียน แต่บทเรียนชีวิตที่เขาได้รับทำให้เขาโตและรู้จักเอาตัวรอดได้เก่งกว่าคนที่ใส่ชุดนักเรียนไปโรงเรียนทุกวันเสียอีก

ตอนจบที่กลุ่มหินกลิ้งคุยกันว่านี่คงเป็นวันสุดท้ายแล้วที่พวกเขาจะได้ใส่ “ชุดนักเรียน” มันทำให้หนังที่ปูมาตลอดว่าเป็นหนังตลกกลับกลายเป็นหนังที่ลึกซึ้งกินใจได้เลยทีเดียว ขอชมผู้กำกับที่ทำให้เรามีอารมณ์ร่วมไปกับหนังได้ในทุกฉากทุกตอน เป็นหนังดีที่วัยรุ่นไม่ว่าจะยุคไหนๆ ก็ไม่ควรพลาด

ให้คะแนน 4.5/5



The Holiday (2006)

ภาพยนตร์: The Holiday
กำกับ: Nancy Meyers
นักแสดงนำ: Kate Winslet, Cameron Diaz, Jude Law, Jack Black

ช่วงเทศกาลคริสต์มาสเป็นช่วงที่คนโสดหลายๆ คนหนาวที่สุดเหงาที่สุด เพราะเป็นวันหยุดยาวที่คนมีคู่เขาไปเที่ยวกับครอบครัวกัน สาวโสดอย่าง Amanda Woods (Cameron Diaz) และ Iris Simpkins (Kate Winslet) จึงต้องวางแผนหาอะไรทำในวันหยุดยาวนี้เพื่อจะได้ไม่เหงาจนเกินไป

แล้วพวกเธอก็เกิดไอเดียที่จะแลกบ้านกันอยู่ แทนที่จะไปพักโรงแรม ก็ไปอยู่บ้านของกันและกัน Amanda ไปอยู่บ้าน Iris ที่อังกฤษ ส่วน Iris ก็ไปอยู่บ้าน Amanda ที่อเมริกา เรื่องมันสนุกตรงที่สาวโสดสองคนนี้ไม่รู้จักกันมาก่อน การแลกบ้านกันอยู่ครั้งนี้จึงทำให้พวกเธอได้พบกับคนใหม่ๆ และรักครั้งใหม่ที่พวกเธอไม่คาดว่าจะพบด้วย

The Holiday เป็นหนังดูสบายๆ เหมาะกับช่วงวันหยุดที่อากาศหนาวๆ ดูแล้วอบอุ่นหัวใจดี ผู้กำกับ Nancy Meyers เก่งอยู่แล้วกับการกำกับหนังน่ารักตลกๆ แบบนี้ จริงๆ แล้วบทหนังค่อนข้างจะราบเรียบและ Too good to be true เกินไป แต่ด้วยความน่ารักของนักแสดงที่เคมีเข้ากันทั้งหมด ทำให้ดูได้เพลินๆ ไม่ติดขัดอะไร

สิ่งที่น่าเสียดายคือ บทหนังไม่ได้มีโอกาสให้ดาราดังอย่าง Cameron และ Kate ได้เจอกันมากนัก ถ้าสองคนนี้ได้ร่วมฉากกันมากกว่านี้ หนังน่าจะมีอะไรให้จดจำมากขึ้น หนังเรื่องนี้ไม่ได้เผยให้ Kate แสดงฝีมือมากนัก แต่ก็ทำให้เห็นว่าเธอเป็นนักแสดงที่เล่นได้ทุกบทจริงๆ ไม่ว่าจะดราม่าหนักๆ หรือหนังรักเบาๆ เธอก็ทำได้ดี ส่วนนักแสดงหลักที่เหลือทั้ง Cameron, Jude และ Jack ไม่มีอะไรแปลกใหม่ พวกเขาทำได้ดีในบทแบบนี้อยู่แล้ว

สิ่งที่ชอบที่สุดในหนังคือบรรยากาศ ไม่ว่าจะเป็นที่อเมริกาหรือที่อังกฤษ หนังสร้างบรรยากาศได้ดูอบอุ่นและเหมาะกับเทศกาลวันหยุดหน้าหนาวมากๆ

หนังเรื่องนี้มีมนต์ขลังอะไรสักอย่างกับเราก็ไม่รู้ คือตอนดูทีแรกก็ไม่ถึงกับประทับใจอะไรมาก ก็แค่หนังรักที่สนุกพอใช้ แต่ไม่รู้ทำไมทุกๆ ช่วงปีใหม่ เรามักจะเลือกหยิบหนังเรื่องนี้มาดูอีกแทบทุกปี อาจเพราะความที่เป็นหนังดูสบายๆ ไม่ต้องคิดอะไรมากกระมัง

ให้คะแนน 3.5/5



ภาพยนตร์: The Reader
กำกับ: Stephen Daldry
นักแสดงนำ: Kate Winslet, Ralph Fiennes, David Kross

Hanna Schmitz (Kate Winslet) หญิงสาววัย 30 กว่าๆ พบเจอกับ Michael Berg (ช่วงวัยรุ่นแสดงโดย David Kross ช่วงวัยผู้ใหญ่แสดงโดย Ralph Fiennes) หนุ่มอายุ 15 เป็นครั้งแรกตอนที่เขาป่วยเป็นไข้ Hanna พาเขาไปที่ห้องพักเธอ และช่วยดูแลรักษาพยาบาลให้จนเขาหายป่วย จากนั้น Michael ก็หาโอกาสมาหาเธออีกบ่อยครั้ง ความผูกพันระหว่างวัยรุ่นหนุ่มกับสาวใหญ่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น จนเกิดเป็นความสัมพันธ์ฉันชู้สาวซึ่งเปิดเผยให้ใครรู้ไม่ได้

จู่ๆ วันหนึ่ง Hanna ก็หายไป Michael จำต้องดำเนินชีวิตของเขาต่อไปโดยพยายามลืมเธอ แต่ก็ลืมไม่ได้ กระทั่งเขามาพบเธออีกครั้งตอนที่เขาเป็นนักศึกษานิติศาสตร์และเข้าไปดูการไต่สวนคดีที่ศาล เขาพบว่า Hanna โดนฟ้องร้องข้อหาร่วมกันฆาตกรรมหมู่ชาวยิวในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้เขารู้ว่าผู้หญิงที่เขาลืมไม่ลงคนนี้ เคยผ่านอะไรมาบ้าง

The Reader มีเนื้อหาค่อนข้างน่าอึดอัด เพราะเริ่มเรื่องด้วยความรักที่ไม่เหมาะสม แล้วตามมาด้วยการพิจารณาคดีที่เรารู้ว่าความจริงมันคืออะไร แต่ตัวละครกลับไม่เปิดเผยความจริงออกมา แต่ก็น่าแปลกที่เนื้อเรื่องแบบนี้กลับตรึงใจเราได้ และแม้ว่าดูหนังจบไปแล้วแต่เราก็ยังสะเทือนใจไปกับชะตาชีวิตของ Hanna ไปอีกหลายวัน

ส่วนสำคัญที่ทำให้หนังเรื่องนี้น่­­าประทับใจคือการแสดงของนักแสดงทุกคน โดยเฉพาะ Kate Winslet ที่แสดงตั้งแต่สาวยันแก่ เป็นบทที่มีมิติและเธอก็ทำได้อย่างไม่มีที่ติ เธอสร้างตัวละคร Hanna ให้มีความลึกลับ ประหลาด และน่าสงสารได้ในเรื่องเดียวกัน สมแล้วกับรางวัลออสการ์สาขานำหญิงยอดเยี่ยมที่เธอได้จากเรื่องนี้

ที่ต้องชมอีกคนคือผู้กำกับ Stephen Daldry เขาค่อยๆ ดำเนินเรื่องไปแบบไม่รีบร้อน ทำให้เราอินกับชีวิตของ Hanna ไปเรื่อยๆ จนเรายอมรับนิสัยเก็บตัวแปลกๆ ของเธอได้ และแม้การกระทำของเธอจะไม่น่าเอาใจช่วยเท่าไหร่ แต่ท้ายที่สุดแล้วเราก็อดที่จะเห็นใจเธอไม่ได้

หนังเรื่องนี้มีองค์ประกอบที่ลงตัวในเกือบจะทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการกำกับ การแสดง ฉาก และการแต่งกาย แต่มันก็เหมาะสำหรับคนที่ชอบหนังดราม่าหนักๆ เท่านั้น

The Reader เป็นหนังที่ทำให้เราตระหนักว่า บางครั้งเราไม่จำเป็นต้องเข้าใจว่าทำไมคนนั้นคนนี้ถึงทำอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะคนเรานิสัยต่างกัน ก็ย่อมมีเหตุผลในการกระทำที่ต่างกันออกไป


ให้คะแนน 4.5/5




ออสการ์อวอร์ด คือรางวัลทางภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับคนรักหนังฮอลลิวูด (อย่างเรา) ดังนั้นในทุกๆ ปีเราจะเฝ้าติดตามผลการประกาศรางวัลอย่างใจจดใจจ่อ โดยเริ่มจากประมาณต้นเดือน ธ.. ที่บรรดานักวิจารณ์หนังจะออกมาคาดเดาว่าหนังเรื่องไหนมีสิทธิ์ถูกเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์บ้าง และเมื่อทางออสการ์ประกาศรายชื่อผู้เข้าชิง (ราวๆ ปลายเดือน ม..) ก็ถึงเวลาที่นักวิจารณ์หนังและแฟนหนังต้องลุ้นกันตัวโก่งว่าใครน่าจะเป็นผู้ได้รับรางวัล ซึ่งรางวัลก็มักจะประกาศในช่วงปลายเดือน ก..

ก่อนที่จะได้รู้ผลรางวัลออสการ์ในต้นปีหน้า เรามาดูกันก่อนดีกว่าว่าออสการ์เขามอบรางวัลในสาขาใดบ้าง ในปัจจุบันออสการ์มอบรางวัลทั้งหมด 24 สาขา แต่เราจะนำมากล่าวถึงแค่ 19 สาขา สาขาประเภท Documentary, Shot Film และ Foreign Language Film เราจะข้ามไป ทำไมน่ะเหรอ ก็เพราะว่าเราไม่สนใจไง 555+

เริ่มกันเลย

Best Animated Feature
คือหนังที่ใช้เทคนิคต่างๆ ที่ทำให้ภาพเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะวาดภาพด้วยมือหลายภาพแล้วเอามาต่อๆ กัน วาดด้วยคอมพิวเตอร์หลายภาพแล้วเอามาต่อๆ กัน หรือการนำภาพถ่ายหลายภาพมาต่อๆ กัน
อ่านรีวิวหนังที่ได้รางวัลนี้ - Inside Out (2015)

Best Visual Effects
คือเทคนิคพิเศษในการทำหนังหรือการสร้างภาพลวงได้เสมือนจริง  
อ่านรีวิวหนังที่ได้รางวัลนี้ The Matrix (1999)

Best Sound Mixing 
ภาษาไทยเรียกว่าการบันทึกเสียง คือการผสมผสานเสียงที่ถูกสร้างมาให้มาอยู่ในหนังอย่างกลมกลืน ว่ากันว่าคนทำซาวนด์มิกซิ่งเปรียบเสมือนคอนดักเตอร์ที่ทำให้เสียงดนตรีทุกเสียงในวงผสมผสานออกมาอย่างกลมกล่อม
อ่านรีวิวหนังที่ได้รางวัลนี้Whiplash(2014)

Best Sound Editing
ภาษาไทยเรียกว่าการลำดับเสียง คือการสร้างเสียงโดยใช้เทคนิคพิเศษ การลำดับเสียงต้องมาก่อนการบันทึกเสียง
อ่านรีวิวหนังที่ได้รางวัลนี้ - Zero DarkThirty (2012)

Best Production Design
ภาษาไทยเรียกว่าองค์ประกอบศิลป์ ออสการ์เคยตั้งชื่อรางวัลนี้ว่า Best Art Direction แต่มาเปลี่ยนเป็นชื่อ Best Production Design ในปี 2012 เป็นต้นมา รางวัลนี้มอบให้กับภาพยนตร์ที่มีการจัดฉากหลังที่เหมาะสมกับบริบทของหนัง
อ่านรีวิวหนังที่ได้รางวัลนี้ Lincoln (2012)

Best Costume Design
การออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม เครื่องแต่งกายที่ใช้ในหนังต้องเหมาะสมกับยุคสมัย และกลมกลืนไปกับเนื้อเรื่องหรือลักษณะนิสัยของตัวละคร
อ่านรีวิวหนังที่ได้รางวัลนี้ Chicago (2002)

Best Original Score
ศาสตร์แห่งเสียงมันช่างน่าพิศวง บางครั้งแค่เพียงเสียงดนตรีบรรเลงก็อาจบ่งบอกความรู้สึกของตัวละครได้ดีกว่าคำพูด ดังนั้นดนตรีประกอบในหนังที่ดีคือดนตรีที่ถ่ายทอดอารมณ์หรือเติมเต็มความรู้สึกของคนดูได้
อ่านรีวิวหนังที่ได้รางวัลนี้FindingNeverland (2004)

Best Original Song – Titanic (1997)
คือเพลงที่แต่งมาเพื่อหนังเรื่องนั้นๆ โดยเฉพาะ เพลงนำภาพยนตร์มักถูกเปิดให้ฟังแบบเต็มๆ ตอนหนังฉายจบซึ่งก็คือตอน end credit นั่นเอง แต่จะมีหนังสักกี่เรื่องที่เมื่อหนังจบแล้วคุณยังนั่งฟังเพลงที่ดังขึ้นพร้อมกับ end  credit จนเพลงจบ?
อ่านรีวิวหนังที่ได้รางวัลนี้ Titanic (1997)

Best Makeup and Hairstyling 
รางวัลที่มอบให้กับทีมช่างแต่งหน้าและทำผม
อ่านรีวิวหนังที่ได้รางวัลนี้ Les Miserables (2012)

Best Film Editing
การตัดต่อหนังคือการนำภาพที่ได้ถ่ายทำไว้แล้วมาจัดลำดับเรียงร้อยให้เป็นเรื่องราวต่อๆกันโดยใช้เทคนิคการตัดต่อภาพและเสียงให้สัมพันธ์กัน การตัดต่อสำคัญขนาดที่ว่าถ้าให้นักวิจารณ์หนังคาดเดาว่าหนังเรื่องไหนจะได้รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมส่วนใหญ่พวกเขาจะมองกันว่าหนังที่ได้เข้าชิงในสาขาตัดต่อมีสิทธ์ได้รางวัลใหญ่แห่งปีมากกว่าหนังที่ไม่ได้เข้าชิงในสาขานี้
อ่านรีวิวหนังที่ได้รางวัลนี้ Argo (2012)

Best Cinematography
มีคนเคยบอกว่า ละครต่างจากหนังตรงที่ ละครเล่าเรื่องด้วยเสียงคือฟังแต่เสียงจากทีวีก็ยังรู้เรื่อง แต่หนังเล่าเรื่องด้วยภาพ คือบางครั้งหนังไม่ได้มีบทพูดแต่ก็สื่อสารออกมาได้จากการจัดภาพ มุมกล้อง และโทนสีไม่แน่ใจว่านี่คือข้อมูลที่ถูกต้องหรือเปล่า แต่เห็นด้วยเรื่องหนังเล่าเรื่องด้วยภาพ ดังนั้นรางวัลการถ่ายภาพ Best Cinematography จึงเป็นรางวัลที่สำคัญอีกรางวัลหนึ่งบนเวทีออสการ์
อ่านรีวิวหนังที่ได้รางวัลนี้ Inception (2010)

Best Original Screenplay
บทภาพยนตร์ดั้งเดิมคือบทที่ไม่ได้ดัดแปลงมาจากแหล่งใดๆ เป็นบทที่นักเขียนเขียนขึ้นมาเองจากการหาข้อมูลหรือจินตนาการของตนเอง ออสการ์ให้ความสำคัญกับบทมากเพราะมีรางวัลบทภาพยนตร์ถึง 2 รางวัลในแต่ละปี คือบทดั้งเดิม (Original Screenplay) และบทดัดแปลง (Adapted Screenplay) และเป็นที่น่าสังเกตว่ามีหนังเพียง 7 เรื่องเท่านั้นในประวัติศาสตร์การแจกรางวัลออสการ์ที่หนังที่ได้รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแต่ไม่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงในสาขาบทภาพยนตร์
อ่านรีวิวหนังที่ได้รางวัลนี้ Eternal Sunshine of the Spotless Mind (2004)

Best Adapted Screenplay
บทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยมคือบทหนังที่ได้รับการดัดแปลงมาจากเค้าโครงเรื่องที่มีอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นจาก หนังสือนิยาย เรื่องสั้น บทละครเวที หรือแม้แต่ดัดแปลงจากหนังที่เคยสร้างมาแล้วก็ได้
อ่านรีวิวหนังที่ได้รางวัลนี้TheDeparted (2006)

Best Supporting Actor
นักแสดงสมทบชายบางคนแสดงได้เด่นไม่แพ้นักแสดงนำเลยก็มี
อ่านรีวิวหนังที่ได้รางวัลนี้The DarkKnight (2008)

Best Supporting Actress
นักแสดงสมทบหญิงก็เช่นกัน
อ่านรีวิวหนังที่ได้รางวัลนี้ The Help (2011)

Best Actor
นักแสดงนำชายคนไหนก็ตามที่ได้รางวัลนี้ ก็เหมือนเป็นการการันตีว่าเขาคือยอดสุดฝีมือคนหนึ่งของวงการ
อ่านรีวิวหนังที่ได้รางวัลนี้TheKing’s Speech (2010)

Best Actress
นักแสดงนำหญิงก็เช่นกัน
อ่านรีวิวหนังที่ได้รางวัลนี้BlackSwan (2010)

Best Director
ผู้กำกับมีหน้าที่ควบคุมงานสร้างหนังทั้งหมดทั้งในแง่ของศิลปะและเนื้อหา เขาต้องเข้าใจบทหนังอย่างถ่องแท้และสามารถนำตัวอักษรในบทมาถ่ายทอดให้เป็นรูปเป็นร่างทั้งภาพ แสง สี เสียงเพื่อทำให้คนดูได้รับอรรถรสจากจอหนังได้อย่างครบถ้วน
อ่านรีวิวหนังที่ได้รางวัลนี้Gravity(2013)

Best Picture
และแน่นอนว่านี่คือรางวัลใหญ่ที่สุดของออสการ์ รางวัลที่มอบให้กับหนังที่แทบจะดีที่สุดในทุกๆ องค์ประกอบ (ในสายตากรรมการ)
อ่านรีวิวหนังที่ได้รางวัลนี้Shindler’s List (1993)

รู้จักรางวัลออสการ์กันไป 19 สาขาแล้ว ใครชอบหนังที่ได้รางวัลเรื่องไหน ตามไปอ่านรีวิวได้เลยจ้า ^^






สถานที่: ร้านขวัญจิตร
อาหารไทย - ฝรั่ง

ช่วงที่ไปพฤษภาคม 2559

ร้านอาหารขวัญจิตรตั้งอยู่บนถนนพหลโยธินระหว่างซอยพหลโยธิน 37 และ 39 อาหารร้านนี้ราคาแพงใช้ได้เลย แต่รสชาติก็สมราคา เรียกว่านานๆ กินทีก็คุ้มดีค่ะ

วันที่ไปสั่ง 4 อย่างคือ มันฝรั่งบด, กุ้งแม่น้ำทอดซอสมะขาม, สปาเก็ตตี้เส้นดำขี้เมาทะเล และยำทะเลรวม บอกเลยว่าอร่อยทุกอย่าง ร้านอาหารก็บรรยากาศดีมีทั้งโซนห้องแอร์และโซนด้านนอก ไม่มีอะไรจะติค่ะยกเว้นแพ๊งแพง แฮ่ๆๆ 








ภาพยนตร์: Hacksaw Ridge
กำกับ: Mel Gibson
นำแสดงนำ: Andrew Garfield, Sam Worthington, Luke Bracey, Vince Vaughn, Hugo Weaving, Rachel Griffiths

Hacksaw Ridge สร้างมาจากเรื่องจริง จากฝีมือผู้กำกับ/นักแสดง Mel Gibson ใครที่เคยชื่นชอบหนังเรื่อง Braveheart ที่ Gibson กำกับ แนะนำว่าไม่ควรพลาดเรื่องนี้

Desmond Doss (Andrew Garfield) มีศรัทธาแรงกล้าในศาสนาคริสต์ เขาต่อต้านการฆ่าทุกชนิด ถึงขนาดเข้าร่วมต่อต้านการเกณฑ์ทหาร แต่กลับสมัครเข้าร่วมสมรภูมิรบเมื่อสหรัฐทำสงครามกับญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

ในการฝึกรบ Desmond ปฏิเสธที่จะจับปืน เขาแจ้งว่าเขาสมัครมาเพื่อเป็นแพทย์สนาม มาเพื่อเชื่อชีวิตคนไม่ใช่มาฆ่าคน ทำให้กัปตัน Jack Glover (Sam Worthington) ไม่พอใจเพราะกล้วว่าเขาจะมาเป็นตัวถ่วงของทีม จึงสั่งครูฝึกซ้อมจ่า Howell (Vince Vaughn) ให้กลั่นแกล้งเพื่อให้เขาถอนตัว แต่ด้วยความตั้งใจอันแรงกล้าก็ทำให้เขาได้เข้าร่วมสมรภูมิรบจนได้

หนังยาวมากกว่า 2 ชั่วโมง ครึ่งเรื่องแรกค่อนข้างน่าเบื่อเพราะปูเรื่องราวชีวิตครอบครัวและชีวิตรักของ Desmond ไว้เยอะ แต่พอดูไปๆ ก็เข้าใจว่าหนังต้องการให้เรารู้จักตัวตนของ Desmond และเหตุผลที่เขาร่วมสมรภูมิรบ ซึ่งมันทำให้เราดูครึ่งเรื่องหลังได้สนุกเพราะเอาใจช่วยไปกับพระเอกด้วย

ฉากการรบที่สันเขา Hacksaw ทำได้โหดมาก บิ๊วอารมณ์เราให้ตื่นเต้นและหดหู่ในเวลาเดียวกันได้ดี ต้องชมการตัดต่อที่สลับฉากไปมาได้น่าระทึกทีเดียว แต่ที่ต้องชมมากที่สุดคือการแสดงของทุกคน โดยเฉพาะ Andrew Garfield ที่แสดงเป็นคนนอบน้อมแต่มุ่งมั่นได้น่าเชื่อมากๆ

แม้หนังจะแสดงให้เห็นความโหดร้ายของทหารญี่ปุ่น แต่ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกโกรธเกลียดพวกเขาแต่อย่างใด ยิ่งดูไปจนจบก็ทำให้สงสารทหารทั้งสองฝ่ายที่ต้องมาตายกันเป็นเบือแบบนั้น

Hacksaw Ridge สื่อให้เห็นว่าสงครามคือความน่ากลัว ไม่มีใครไม่กลัวตาย เมื่อ Desmond ประกาศว่าเขาจะไม่จับปืน หลายคนจึงตราหน้าว่าเขาเป็น “เจ้าคนขี้ขลาด” แต่คนขี้ขลาดคนนี้แหละที่กล้าหาญที่จะลุยเดี่ยวในสมรภูมิรบที่เต็มไปด้วยทหารของชาติศัตรู เพื่อช่วยชีวิตเพื่อนทหารถึง 75 คนโดยไม่ต้องใช้ปืนทำร้ายใครเลยสักคนเดียว

ให้คะแนน 4.5/5

When the order came to retreat, one man stayed.

บทความในบล็อกนี้สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539 . ขับเคลื่อนโดย Blogger.