สถานที่: ร้านขวัญจิตร
อาหารไทย - ฝรั่ง

ช่วงที่ไปพฤษภาคม 2559

ร้านอาหารขวัญจิตรตั้งอยู่บนถนนพหลโยธินระหว่างซอยพหลโยธิน 37 และ 39 อาหารร้านนี้ราคาแพงใช้ได้เลย แต่รสชาติก็สมราคา เรียกว่านานๆ กินทีก็คุ้มดีค่ะ

วันที่ไปสั่ง 4 อย่างคือ มันฝรั่งบด, กุ้งแม่น้ำทอดซอสมะขาม, สปาเก็ตตี้เส้นดำขี้เมาทะเล และยำทะเลรวม บอกเลยว่าอร่อยทุกอย่าง ร้านอาหารก็บรรยากาศดีมีทั้งโซนห้องแอร์และโซนด้านนอก ไม่มีอะไรจะติค่ะยกเว้นแพ๊งแพง แฮ่ๆๆ 








ภาพยนตร์: Hacksaw Ridge
กำกับ: Mel Gibson
นำแสดงนำ: Andrew Garfield, Sam Worthington, Luke Bracey, Vince Vaughn, Hugo Weaving, Rachel Griffiths

Hacksaw Ridge สร้างมาจากเรื่องจริง จากฝีมือผู้กำกับ/นักแสดง Mel Gibson ใครที่เคยชื่นชอบหนังเรื่อง Braveheart ที่ Gibson กำกับ แนะนำว่าไม่ควรพลาดเรื่องนี้

Desmond Doss (Andrew Garfield) มีศรัทธาแรงกล้าในศาสนาคริสต์ เขาต่อต้านการฆ่าทุกชนิด ถึงขนาดเข้าร่วมต่อต้านการเกณฑ์ทหาร แต่กลับสมัครเข้าร่วมสมรภูมิรบเมื่อสหรัฐทำสงครามกับญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

ในการฝึกรบ Desmond ปฏิเสธที่จะจับปืน เขาแจ้งว่าเขาสมัครมาเพื่อเป็นแพทย์สนาม มาเพื่อเชื่อชีวิตคนไม่ใช่มาฆ่าคน ทำให้กัปตัน Jack Glover (Sam Worthington) ไม่พอใจเพราะกล้วว่าเขาจะมาเป็นตัวถ่วงของทีม จึงสั่งครูฝึกซ้อมจ่า Howell (Vince Vaughn) ให้กลั่นแกล้งเพื่อให้เขาถอนตัว แต่ด้วยความตั้งใจอันแรงกล้าก็ทำให้เขาได้เข้าร่วมสมรภูมิรบจนได้

หนังยาวมากกว่า 2 ชั่วโมง ครึ่งเรื่องแรกค่อนข้างน่าเบื่อเพราะปูเรื่องราวชีวิตครอบครัวและชีวิตรักของ Desmond ไว้เยอะ แต่พอดูไปๆ ก็เข้าใจว่าหนังต้องการให้เรารู้จักตัวตนของ Desmond และเหตุผลที่เขาร่วมสมรภูมิรบ ซึ่งมันทำให้เราดูครึ่งเรื่องหลังได้สนุกเพราะเอาใจช่วยไปกับพระเอกด้วย

ฉากการรบที่สันเขา Hacksaw ทำได้โหดมาก บิ๊วอารมณ์เราให้ตื่นเต้นและหดหู่ในเวลาเดียวกันได้ดี ต้องชมการตัดต่อที่สลับฉากไปมาได้น่าระทึกทีเดียว แต่ที่ต้องชมมากที่สุดคือการแสดงของทุกคน โดยเฉพาะ Andrew Garfield ที่แสดงเป็นคนนอบน้อมแต่มุ่งมั่นได้น่าเชื่อมากๆ

แม้หนังจะแสดงให้เห็นความโหดร้ายของทหารญี่ปุ่น แต่ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกโกรธเกลียดพวกเขาแต่อย่างใด ยิ่งดูไปจนจบก็ทำให้สงสารทหารทั้งสองฝ่ายที่ต้องมาตายกันเป็นเบือแบบนั้น

Hacksaw Ridge สื่อให้เห็นว่าสงครามคือความน่ากลัว ไม่มีใครไม่กลัวตาย เมื่อ Desmond ประกาศว่าเขาจะไม่จับปืน หลายคนจึงตราหน้าว่าเขาเป็น “เจ้าคนขี้ขลาด” แต่คนขี้ขลาดคนนี้แหละที่กล้าหาญที่จะลุยเดี่ยวในสมรภูมิรบที่เต็มไปด้วยทหารของชาติศัตรู เพื่อช่วยชีวิตเพื่อนทหารถึง 75 คนโดยไม่ต้องใช้ปืนทำร้ายใครเลยสักคนเดียว

ให้คะแนน 4.5/5

When the order came to retreat, one man stayed.



ภาพยนตร์: ด้วยเกล้า
กำกับ: บัณฑิต ฤทธิ์ถกล
นำแสดงนำ: จรัล มโนเพ็ชร, จินตหรา สุขพัฒน์, สันติสุข พรหมศิริ, นฤมล นิลวรรณ

ปีแรกที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 พระราชทาน “ข้าวเปลือกจากแปลงทดลองในวังสวนจิตรลดา” ในงานพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เสาคำ (จรัญ มโนเพ็ชร) ชาวนาจากภาคเหนือเดินทางมาร่วมงานเพื่อเก็บข้าวเปลือกของในหลวง

เสาคำนำข้าวที่ได้มากำเล็กๆ ไปหว่านบนพื้นดินที่แห้งแล้งที่บ้านเกิดของเขา ท่ามกลางความไม่เห็นด้วยของครอบครัวที่อยากให้เขาทำอาชีพอื่น, ความหน้าเลือดของแม่เลี้ยงบัวเรียน (นฤมน นิลวรรณ) ที่ถือโอกาสขายน้ำเอากำไร และความแห้งแล้งของธรรมชาติ แต่เสาคำก็ยังคงศรัทธาในข้าวของพ่อ

อ้าง (กฤษณ์ ศุกระมงคล) ลูกชายของเสาคำที่ได้ทุนในหลวงไปเรียนการเกษตรแล้วกลับมาทำงานให้โครงการหลวงได้ทำเรื่องขอ “ฝนหลวง” เพื่อช่วยให้ชาวนาที่หมู่บ้านของพ่อเขาปลูกข้าวได้เจริญงอกงามกันทั่วหน้า จนวันที่ฝนหลวงโปรยลงมา เสาคำก็สามารถยึดอาชีพชาวนาต่อไปได้อย่างภาคภูมิ

ด้วยเกล้าเป็นหนังที่สร้างขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เนื่องในโอกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 40 ปีในปี 2529 และพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบในวันที่ 5 ธันวาคม 2530 เขียนบทและกำกับการแสดงโดยผู้กำกับมากฝีมือผู้ล่วงลับ บัณฑิต ฤทธิ์ถกล

หนังได้รางวัลตุ๊กตาทองสาขาภาพยนตร์เกียรติยศแนวสร้างสรรค์ยอดเยี่ยม และเพลงนำยอดเยี่ยม และยังได้รางวัลสุพรรณหงส์ทองคำสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม เพลงและดนตรีประกอบยอดเยี่ยม และนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมโดยคุณจรัล มโนเพ็ชร

ความพิเศษของหนังเรื่องนี้คือการนำเพลงพระราชนิพนธ์ของในหลวง ร. 9 มาใช้ถึง 9 เพลงได้แก่ สายฝน, ลมหนาว, ชะตาชีวิต, อาทิตย์อับแสง, ยามเย็น, แสงเดือน, แสงเทียน, ใกล้รุ่ง และยิ้มสู้

ในปี 2549 หนังเรื่องนี้ถูกนำกลับมาฉายในโรงหนังอีกเพื่อฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปีของในหลวง ร. 9

หนังเรื่องนี้สะท้อนสภาพความเป็นอยู่ที่แท้จริงของชาวนาในสมัยนั้น ซึ่งโครงการต่างๆ ของในหลวง ร. 9 ไม่ว่าจะเป็นข้าวหลวง ทุนพระราชทาน แพทย์อาสา การเลิกปลูกฝิ่น และฝนหลวง ช่วยเหลือชาวนาให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้จริงๆ

เมื่อดูแล้วเราก็ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวง ร. 9 ที่ทรงงานหนักเพื่อช่วยเหลือประชาชนของพระองค์ท่าน


เรื่องนี้ขอไม่ให้คะแนนนะคะ เพราะถึงให้คะแนนเต็มก็ยังน้อยไปกับความประทับใจที่ได้รับจากหนังที่สร้างมาเพื่อเทิดทูลในหลวงพระองค์นี้ของเราค่ะ



เพลง: ในหลวงของแผ่นดิน
ขับร้อง: พินต้า ณัฐนิช และ มัดหมี่ พิมดาว
เนื้อร้อง: วิเชียร ตันติพิมลพันธ์
ทำนอง: สราวุธ เลิศปัญญานุช

เพลงประกอบละครเวทีสี่แผ่นดินเดอะมิวสิคัล ที่ฟังกี่ครั้งก็น้ำตารื้นด้วยความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณแห่งองค์พระมหากษัตริย์ไทย

มอง เห็นพระเจ้าอยู่หัว ท่ามกลางคนมืดมัว เหมือนเห็นแสงทองส่อง
ใจ ตื้นตันเพียงได้มอง พนมมือทั้งสอง ก้มลงกราบด้วยหัวใจ
มอง พระผู้ทรงเมตตา เฝ้าดูแลประชา ทั่วอาณาใกล้ไกล
เมื่อยามอ่อนล้า หมดหวัง พระองค์อยู่เป็นหลักรวมหัวใจ
ยึดเหนี่ยวอยู่ภายในว่าวันพรุ่งนี้ยังมีหวัง

ในหลวง ของแผ่นดิน บันดาลให้เม็ดดินทรายกลายเป็นแผ่นดินที่ยิ่งใหญ่
อยากขอ ฝากกายและใจไม่จากไปไหน
รู้แล้วว่าใครทำให้ทุกคนอยู่ร่มเย็นเช่นนี้
ในหลวง ของแผ่นดิน ได้อยู่บนผืนดินของพระองค์คือคนโชคดี
แผ่นดินนี้ มากล้นบุญคุณทวี ระลึกด้วยความภักดี
แผ่นดินนี้คือชีวิตเรา

ในหลวง ของแผ่นดิน ได้อยู่บนผืนดินของพระองค์คือคนโชคดี
แผ่นดินนี้ มากล้นบุญคุณทวี ระลึกด้วยความภักดี
แผ่นดินนี้คือชีวิตเรา

แผ่นดินนี้คือบ้าน คือแดนสวรรค์แสนสุขใจ
มีทุกอย่างที่ดีเพราะใคร ฉันจะไม่ลืม

ในหลวง ของแผ่นดิน หล่อรวมให้เม็ดดินทรายกลายเป็นแผ่นดินที่ยิ่งใหญ่
หยดน้ำ หยาดเหงื่อพระองค์หยดลงที่ไหน
ทุกข์ร้อนก็พลันสลาย ทุกข์ภัยจะไม่อาจแผ้วพาน

ในหลวง ของแผ่นดิน ทรงเป็นที่รัก และที่พึ่งพิงให้เราแสนนาน
ตั้งแต่เล็กจนโตจำได้ทุกอย่าง ใต้ร่มพระบริบาล
ชาวสยามทุกคนร่มเย็น

แผ่นดินนี้คือบ้าน คือแดนสวรรค์แสนสุขใจ

มีทุกอย่างที่ดีเพราะใคร ฉันจะไม่ลืม



ละครเวที: สี่แผ่นดิน เดอะมิวสิคัล
กำกับ: ถกลเกียรติ วีรวรรณ
นักแสดงนำ: สินจัย เปล่งพานิช, นภัทร อินทร์ใจเอื้อ, เกรียงไกร อุณหะนันทน์, รัดเกล้า อามระดิษ, อาณัตพล ศิริชุมแสง, ศรัญยู วินัยพานิช

ละครเวทีเรื่องนี้เปิดม่านทำการแสดงเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2554 และเนื่องจากได้รับความนิยมอย่างสูงทำให้มีการเพิ่มรอบอีกหลายครั้ง โดยทางผู้จัดได้นำละครเวทีเรื่องนี้กลับมารีสเตจอีกครั้งในปี 2557 และอีกครั้งในปี 2560 ซึ่งในปีล่าสุดนี่แหละที่เรามีโอกาสได้ไปดู

สี่แผ่นดินคือนิยายจากผลงานการประพันธ์ของ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช และเนื่องจากนิยายมีความยาวมาก ทำให้เมื่อนำมาสร้างเป็นละครเวที ทีมผู้เขียนบทจึงต้องตัดทอนเนื้อหาบางส่วนแล้วนำเค้าโครงเรื่องสำคัญๆ มานำเสนอเท่านั้น

ละครดำเนินเรื่องราวผ่านสายตาของพลอย (รับบทวัยเด็กโดย นารารัศมิ์ พุ่มสุโขรักษ์ รับบทวัยรุ่นโดย อมรภัทร เสริมทรัพย์ และรับบทวัยผู้ใหญ่โดย สินจัย เปล่งพานิช) ผู้ซึ่งเกิดในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) และใช้ชีวิตอยู่บนแผ่นดินสยามจนสิ้นใจหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล (รัชกาลที่ 8)  สวรรคตได้ไม่นาน เป็นชีวิตที่ยาวนานทำให้พลอยได้เห็นเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองในช่วงเวลานั้นอย่างมากมาย

พลอยเติบโตมาในวัง เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นก็ได้สมรสกับคุณเปรม (รับบทวัยรุ่นโดย นภัทร อินทร์ใจเอื้อ รับบทวัยผู้ใหญ่โดย เกรียงไกร อุณหะนันทน์) เธอกับคุณเปรมมีลูกด้วยกัน 3 คน แต่เนื่องจากคุณเปรมมีลูกติดที่เกิดกับบ่าวในบ้านอยู่ก่อนแล้ว 1 คน พลอยจึงรับเด็กคนนี้เป็นลูกด้วยอีกคนและเธอก็รักเขาดั่งลูกแท้ๆ เมื่อเด็กทั้ง 4 เติบโตเป็นผู้ใหญ่ แต่ละคนก็มีนิสัยแตกต่างกันไป และความแตกต่างด้านความคิดเห็นเรื่องการเมืองระหว่าง อ้น (อาณัตพล ศิริชุมแสง) ลูกชายคนโตที่เป็นลูกติดของคุณเปรม และ อั้น (ศรัญยู วินัยพานิช) ลูกชายคนแรกที่เกิดกับพลอยและคุณเปรม ก็ทำให้พลอยเกิดความหนักใจและทุกข์ระทมท่ามกลางความผกผันของการเมืองไทยในสมัยนั้น

อย่างไรก็ตามไม่ว่าการเมืองไทยจะเปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างไร ผู้คนรอบข้างพลอยจะมีความคิดเห็นแตกต่างกันสักเพียงไหน แต่สิ่งหนึ่งที่พลอยไม่เคยเปลี่ยนก็คือหัวใจที่จงรักภักดีต่อพระเจ้าอยู่หัว ดั่งที่เธอพูดไว้ตั้งแต่ต้นเรื่องและกลับมาย้ำในตอนท้ายเรื่องว่า “อิฉัน รัก พระเจ้าอยู่หัว”

สี่แผ่นดินเดอะมิวสิคัลทำบทละครได้กลมกล่อมดีมาก เพราะผสมผสานเรื่องราวชีวิตของแม่พลอยกับเหตุการณ์เด่นๆ ของบ้านเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 8 ได้อย่างลงตัว

ในรัชกาลที่ 5 ละครนำเสนอให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถของ ร. 5 ที่ทรงวางแผนการเลิกทาสแบบไม่ให้เสียเลือดเนื้อ แม้จะต้องใช้ระยะเวลานานหลายสิบปี

ในรัชกาลที่ 6 กล่าวถึงการสร้างโรงเรียนและการฟึ้นฟูศิลปวัฒนธรรมของไทย แม้จะมีคนไม่เห็นด้วยเพราะสิ้นเปลือง แต่ประเทศที่ไร้ซึ่งวัฒนธรรมจะเอาอะไรมาเป็นเอกลักษณ์ของชาติ

ในรัชกาลที่ 7 เกิดความขัดแย้งด้านระบอบการปกครองประเทศ ฝ่ายหนึ่งต่อต้านการปกครองแบบเดิมเพราะต้องการให้ประเทศเข้าสู่การปกครองแบบประชาธิปไตย ในขณะที่อีกฝ่ายเห็นว่าที่เป็นมามันดีอยู่แล้ว จึงเกิดรัฐประหารทำให้คนไทยส่วนหนึ่งต้องถูกจับเป็นนักโทษประหารข้อหาต่อต้านการเปลี่ยนแปลงการปกครอง กระทั่ง ร.7 ทรงสละราชสมบัติ นักโทษประหารเหล่านั้นจึงถูกปล่อยตัว

ในรัชกาลที่ 8 เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ไทยจำใจต้องเข้าร่วมสงครามในครั้งนั้น

ละครเวทีสี่แผ่นดินเดอะมิวสิคัลเป็นละครที่ให้ความรู้ไปพร้อมๆ กับความบันเทิง เป็นละครที่ครบรสเพราะเราได้ซาบซึ้งถึงน้ำพระทัยของในหลวงในรัชกาลต่างๆ ทั้ง 4 รัชกาล ได้อิ่มเอมกับความรักอันมั่นคงระหว่างแม่พลอยและคุณเปรม ได้ประทับใจกับความรักที่แม่มีต่อลูกแม้ว่าลูกคนนั้นจะไม่ใช่ลูกในไส้ และได้หัวเราะเป็นระยะๆ กับความอารมณ์ดีของแม่ช้อย (รัดเกล้า อามระดิษ) เพื่อนสนิทแม่พลอย และคุณเพิ่ม (ตี๋ ดอกสะเดา) พี่ชายต่างแม่ของแม่พลอย

ต้องพูดตรงๆ ว่าละครเวทีเรื่องนี้เนื้อหาค่อนข้างหนักซึ่งเน้นไปที่เรื่องการเปลี่ยนแปลงของบ้านเมือง มันไม่ใช่ละครโรแมนติกชวนฝัน และไม่ใช่ละครที่ตอนจบจะได้เห็นพระเอกนางเอกยืนกอดกัน แต่มันเป็นละครที่ให้ข้อคิดที่ดีมาก มุมมองจากตัวละครสอนให้เรารู้ว่า “การเปลี่ยนแปลงคือธรรมดาของชีวิต จงเรียนรู้และยอมรับมัน”

ละครเวทีของซีเนริโอมักเน้นให้เห็นถึงฉากที่ยิ่งใหญ่อลังการ เรื่องนี้ก็เช่นกัน แต่ละฉากสร้างมาได้ประณีต และการสลับฉากก็ทำได้เนียนตา ส่วนด้านการแสดงต้องปรบมือให้กับ คุณนก สินจัย ที่แม้จะไม่ได้เด่นเรื่องการร้องเพลง แต่เรื่องการแสดงเธอไม่มีที่ติ คุณนกรับบทหนักทีเดียวกับบทแม่พลอยวัยผู้ใหญ่และวัยชรา เพราะเกิดเรื่องราววุ่นวายและต้องทุกข์ระทมใจมากมายในช่วงนั้น ซึ่งคุณนกรับบทแม่พลอยได้จับใจยิ่งนัก

ที่ต้องชมด้านการแสดงอีกคนคือ อาร์ อาณัตพล ที่รับบท อ้น นายทหารผู้จงรักภักดีต่อระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อาร์เข้าถึงบทบาทได้ดีเยี่ยมไม่ว่าจะเป็นฉากความเจียมตัวที่ไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของแม่พลอย ฉากที่แสดงความภักดีต่อพระเจ้าแผ่นดิน ฉากตอนอยู่ในคุก จะว่าไปแล้วก็ทุกฉากนั่นแหละ อาร์เล่นดีจริงๆ

ในส่วนของการร้องนั้น ต้องยกให้ กัน นภัทร และ ไอซ์ ศรัญยู เสียงของกันเพราะมาก ร้องได้เป๊ะจับใจทุกตัวโน๊ต ส่วนไอซ์ต้องใช้พลังสูงมากในการร้องเพลงไฮไลท์ของเขา ซึ่งเขาทำได้ประทับใจจนอยากลุกขึ้นยืนปรบมือให้เดี๋ยวนั้นเลย

หนึ่งในเพลงไฮไลท์ของ กัน นภัทร คือเพลง “ภาพ” ซึ่งเป็นเพลงที่เนื้อหาดีมาก เป็นเพลงที่สอนให้เรารู้จักพอใจในสิ่งที่เป็นอยู่และอยู่กับปัจจุบันให้มีความสุข

เราจงพอใจในภาพวันนี้ ทำใจรับภาพที่มี จะมองเห็นในความงาม เพลงภาพ



และแน่นอนว่าเพลงที่เราชอบที่สุดก็ต้องเพลง “ในหลวงของแผ่นดิน” ที่แค่เพียงได้ยินเสียงดนตรีขึ้นมาเราก็น้ำตาคลอแล้ว พอฟังจนจบก็เพิ่งรู้ตัวว่าร้องไห้ออกมาตอนไหนไม่รู้

แผ่นดินนี้คือบ้าน คือแดนสวรรค์แสนสุขใจ มีทุกอย่างที่ดีเพราะใคร ฉันจะไม่ลืม - เพลงในหลวงของแผ่นดิน


ขอปรบมือให้กับผู้มีส่วนร่วมในละครเวทีเรื่องนี้ทุกคน ทำได้ดีเยี่ยมและน่าจดจำมากจริงๆ



เพลง: King of Kings
ขับร้อง: รวมศิลปิน
เนื้อร้อง: สุรักษ์ สุขเสวี
ทำนอง: พงศ์พรหม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา

เพลงเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ


เหนือบัลลังก์ราชัน ใต้ไตรรงค์ธงไทย
โลกระบือลือไกล กษัตราผู้เปี่ยมน้ำพระทัย
ผู้ครองแผ่นดินนี้

พระทรงคอยปัดเป่า ทุกข์และความกังวล
หลอมรวมใจปวงชน
ประหนึ่งดังพระนามภูมิพล มหาราชเกริกไกร

*โลกต่างชื่นชมพระบารมี
ล้ำศักดิ์เลิศศรีไปยังแดนไกล
สูงส่งทัดเทียมเทพไท สดุดีไว้ หนึ่งเดียวนี้

King of Kings, King of Kings
ปกครองไพร่ฟ้า ด้วยความรัก ด้วยธรรมโดยแท้จริง

King of Kings, King of Kings
ราชันผู้ยิ่งใหญ่ ก้องไปทั้งฟ้าดิน
พระทรงครองในทศพิธราชธรรม
พระชี้นำให้มีความรักและสามัคคี
King of Kings.

พระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อย ทุกข์พระวรกาย
เพื่อปวงชนชาวไทย ได้อยู่บนผืนแผ่นดินร่มเย็น
ยั่งยืนสืบไป


เพลง: The Living Proof
ขับร้อง: Mary J. Blige
เนื้อร้อง/ทำนอง: Mary J. Blige, Thomas Newman, Harvey Mason Jr. and Damon Thomas

เพลงจากหนังเรื่อง The Help เมื่อไหร่ก็ตามที่รู้สึกว่าชะตาชีวิตกำลังเล่นตลก รู้สึกเหมือนจะไปต่อไม่ไหว ให้มาฟังเพลงนี้ เพราะมันเตือนใจเราว่า เราเคยผ่านเรื่องยากๆ มาแล้ว ฉะนั้นเราแกร่งพอที่จะผ่านมันไปได้อีก

It's gonna be a long long journey
It's gonna be an uphill climb
It's gonna be a tough fight
There's gonna be some lonely nights
But I'm ready to carry on
I’m so glad the worst is over (cos it almost took me out)
I can start living now ooh ooh
I feel like I can do anything
And finally I'm not afraid to breathe

Anything you say to me
And everything you do
You can’t deny the truth
Cos I’m the living proof
So many don’t survive
They just don’t make it through
But look at me oh ho
I’m the living proof - oh yes I am

Thinking 'bout how life's been painful
Took a while to learn how to smile
So now I’m gonna talk to my people oh oh
About the storm wo ooh
So glad the worst is over
I can start flying now oh ho
My best days are right in front of me
Yet I’m almost there
Cos now I’m free oh

Anything you say to me
And everything you do
You can’t deny the truth
Cos I’m the living proof
So many don’t survive
They just don’t make it through
But look at me, I’m the living proof

I know where I’m going
Cos I know where I’ve been oh oh
I kind of feel strong as
I’m gonna stay strong keep going
That’s the way that I’ll win

Anything you say to me
And everything you do (everything you do)
You can’t deny the truth
Cos I'm the living proof
So many don’t survive
They just don’t make it through
But look at me, I’m the living proof

Nothing ‘bout my life’s been easy
But nothing’s gonna keep me down no
Cos I know a lot more today
And I know yesterday
So I’m ready to carry on

บทความในบล็อกนี้สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539 . ขับเคลื่อนโดย Blogger.