ภาพยนตร์: The BFG
กำกับ: Steven Spielberg
นักแสดงนำ: Mark Rylance, Ruby Barnhill, Penelope Wilton

หนังเรื่องนี้ทำมาให้เด็กดู เนื้อหาจึงไม่สลับซับซ้อนอะไรเลย ว่าด้วยเรื่องราวชีวิตของเด็กหญิงคนหนึ่งซึ่งเติบโตมาในบ้านเด็กกำพร้า ทั้งชีวิตเธอมีแต่ความเหงา เธอเป็นโรคนอนไม่หลับเรื้อรังมานานแล้ว กระทั่งคืนหนึ่งเธอก็ได้พบเจอกับความตื่นเต้นที่สุดในชีวิต

คือเธอพบว่านอกจากตัวเธอแล้ว ยังมียักษ์ตัวใหญ่ที่ไม่หลับไม่นอนตอนกลางคืนเช่นเธออีกด้วย เจ้ายักษ์จับตัวเธอไปที่บ้านของเขาซึ่งอยู่ไกลโพ้น แต่เธอก็ไม่ได้กลัวอะไรมากนักเพราะความอยากรู้อยากเห็นที่ได้พบสิ่งใหม่ๆ มีมากกว่า เจ้ายักษ์ตัวใหญ่และเด็กหญิงตัวน้อยได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันจนเกิดเป็นความผูกพันฉันท์มิตร แม้อายุของพวกเขาจะต่างกันมากแต่ก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับคำว่า “เพื่อน” ทำให้เด็กหญิงตั้งชื่อเจ้ายักษ์ว่า The Big Friendly Giant ซึ่งเป็นที่มาของชื่อหนัง The BFG นั่นเอง และไม่เพียงแต่เจ้ายักษ์เท่านั้นที่ทำให้เด็กหญิงหายเหงา เด็กหญิงเองก็ทำให้เจ้ายักษ์ซึ่งมีชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดายมีสีสันขึ้นด้วย

อย่างที่เกริ่นไปแต่แรกว่านี่คือหนังสำหรับเด็ก ดังนั้นเมื่อผู้ใหญ่ดูก็ต้องคิดแบบเด็กๆ ถ้าคิดแบบผู้ใหญ่หนังจะไม่ค่อยมีประเด็นอะไรเลย แต่ถ้าคิดแบบเด็กมันก็น่าทึ่งมากที่ให้เด็กตัวเล็กๆ ไปผจญภัยกับเจ้ายักษ์ตัวใหญ่ โดยเฉพาะเมื่อได้ผู้กำกับอย่าง Spielberg มาเล่าเรื่องก็ยิ่งทำให้หนังน่าสนใจเพราะเทคนิคภาพแสงสีเสียงมันตระการตาดีสมกับเป็นหนังของพ่อมดแห่งฮอลลิวูดจริงๆ คือแค่เข้าไปดูงานภาพอย่างเดียวก็คุ้มแล้ว

และไม่น่าเชื่อว่าหนังที่ดำเนินไปแบบเนิบๆ เนื้อหาเบาๆ แบบนี้จะสามารถทำให้เราแอบน้ำตาคลอได้ เพราะความผูกพันของเด็กหญิงและเจ้ายักษ์ใหญ่ใจดีนี่เองที่ยากที่จะไม่ประทับใจ ถือเป็นหนังเด็กที่เล่าเรื่องได้น่ารักและอ่อนโยนผสมกับความตื่นเต้นได้อย่างลงตัว


ให้คะแนน 3.5/5


ภาพยนตร์: X-Men: Apocalypse
กำกับ: Bryan Singer
นักแสดงนำ: James McAvoy, Michael Fassbender, Jennifer Lawrence

X-Men เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับมนุษย์ที่มีพลังพิเศษผิดจากมนุษย์ธรรมดาทั่วไป โดย Professor Charles Xavier (James McAvoy) ได้ก่อตั้งโรงเรียนสำหรับมนุษย์พิเศษเหล่านี้โดยเฉพาะเพื่อฝึกให้พวกเขารู้จักการใช้พลังพิเศษที่ติดตัวมาอย่างมีประโยชน์และไม่ทำร้ายใคร จะได้ใช้ชีวิตร่วมกับมนุษย์ธรรมดาได้

Professor Charles มีเพื่อนชื่อ Erik Lehnsherr (Michael Fassbender) ซึ่งมีความเชื่อที่ต่างกัน Erik เชื่อว่ามนุษย์ทั่วไปจะหาทางทำลายเหล่า X-Men ทุกวิถีทาง ความขัดแย้งระหว่าง Charles กับ Erik จึงเกิดขึ้น ต่อเมื่อมีตัวร้ายที่ต้องการครอบครองจักรวาลปรากฎตัวขึ้นและชักชวนให้ Erik เป็นพวก Charles จึงต้องเจอศึกหนักที่สุดอีกครั้ง

ความสนุกของหนังประเภทนี้แน่นอนว่าต้องฝากไว้ที่ฉากแอคชั่น ดังนั้นการที่เนื้อเรื่องๆ นี้จะไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ก็ไม่เป็นไร ดีเหมือนกันไม่ซับซ้อนดี หนังดูเข้าใจง่าย การตัดต่อก็ตัดฉับๆ เลยจนบางทีรู้สึกว่าตัดเร็วเกินไปหรือเปล่า ในส่วนของฉากแอคชั่นต้องบอกว่าสะเปะสะปะไปหน่อยเนื่องจากมีตัวละครเยอะและต่างก็ปล่อยพลังกันไม่หยุดยั้งซึ่งมันก็สนุกดีแต่บางทีก็ไม่สามารถโฟกัสไปที่จุดไหนได้เลยพูดง่ายๆ คือตัวละครเยอะเกินจนแย่งกันเด่น

อย่างไรก็ตามเหมือนบทจะให้ความสำคัญกับ Mystique (Jennifer Lawrence) มาก แต่เนื่องจากมันไม่มีที่มาที่ไปเท่าไหร่ทำให้ดูไม่น่าเชื่อในความเป็นฮีโร่สาวของเธอ และการกระทำของตัวละครบางตัวยังดูไม่มีเหตุผลดีพอ มันจึงเป็นหนังที่ดูได้แบบไม่เบื่อแต่ไม่ได้มีอะไรให้ตื่นเต้นหรือประทับใจมากนัก


ให้คะแนน 3.5/5



ภาพยนตร์: Gods of Egypt
กำกับ: Alex Proyas
นักแสดงนำ: Brenton Thwaites, Nikolaj Coster-Waldau, Gerard Butler

Gods of Egypt เป็นหนังเกี่ยวกับศึกชิงราชบัลลังก์ของคนในสายเลือดเดียวกัน คนที่เคยอ่านตำนานการสร้างโลกฉบับอียิปต์คงจะรู้จักตัวละครมาบ้างแล้วไม่มากก็น้อย เราก็เคยอ่านมาบ้างแต่จำไม่ได้ จึงจะรีวิวหนังอย่างเดียว โดยไม่อ้างอิงตำนานก็แล้วกัน

ในพิธีเฉลิมฉลองการขึ้นครองราชของ Osiris (Bryan Brown) Set (Gerard Butler) น้องชายของ Osiris ก็ปรากฎตัวขึ้น เขาทำทีเป็นแสดงความยินดีกับพี่ชาย แต่เมื่อสบโอกาสเขาก็สังหาร Osiris พี่ชายแท้ๆ ของเขาทิ้งทันที เนื่องจากเขาต้องการชิงบัลลังก์นั่นเอง 

สิ่งนี้ทำให้ Horus (Nikolaj Coster-Waldau) ลูกชายของ Osiris โกรธมากเขาพยายามต่อสู้กับ Set ด้วยความแค้น แต่เขาก็เพลี่ยงพล้ำโดน Set ควักลูกตาออกไปเก็บไว้และถูกจับตัวไปขัง เมื่อ Set ขึ้นครองอียิปต์ได้ไม่นานแผ่นดินที่เคยสงบสุขก็ต้องเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า ทำให้ Bek (Brenton Thwaites) และ Zaya (Courtney Eaton) คู่รักวัยหนุ่มสาวคิดแผนการที่จะช่วยให้ Horus ได้ดวงตาคืน เพื่อที่เขาจะได้มากู้บัลลังก์ต่อไป

หนังเรื่องนี้ดูได้แบบเพลินๆ แต่อย่าถามหาสาระอะไรมากนัก คิดว่าเป็นหนังดูเอามันอย่างเดียวเพราะเนื้อหาเบาหวิว ประเด็นหลักคือการต่อสู้แย่งชิงบัลลังก์กันระหว่าอา-หลานนั่นเอง เรื่องนี้เน้นแอ็คชั่นและฉาก CG ซึ่งต้องบอกว่าฉากแอคชั่นก็ทำได้สนุกดีแต่ CG นี่ยังไม่ค่อยเจ๋งเท่าไหร่ มันไม่เนียนตาเท่าที่ควร 

ดราม่าที่ใส่เข้ามาก็ไม่ลึกทำให้ไม่ซึ้งและไม่อิน ยิ่งเรื่องของการแสดงถือว่าไม่มีใครเล่นได้พอเหมาะพอดีเลย ไม่ขาดก็เกินกันทุกคน สิ่งที่ดีคือการดำเนินเรื่องที่เร็วไม่ยืดยาดทำให้ไม่น่าเบื่อ และก็มีฉากแอคชั่นผจญภัยเยอะ ใครชอบหนังแนวนี้น่าจะสนุก แต่เมื่อดูจบแล้วก็จบกัน ไม่มีอะไรให้คิดต่อ เป็นหนังที่ใช้ดูฆ่าเวลาถ้าไม่มีอะไรทำจริงๆ แต่ไม่ดูก็ไม่ได้ถือว่าพลาดอะไรไป


ให้คะแนน 2.5/5



ภาพยนตร์: ไอฟาย... แต๊งกิ้ว...เลิฟยู้
กำกับ: เมษ ธราธร
นักแสดงนำ: ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ ปรีชญา พงษ์ธนานิกร ภพธร สุนทรญาณกิจ โซระ อาโออิ

หนังตลกเรื่องนี้แฝงข้อคิดดีๆ ไว้ได้อย่างน่าประทับใจ

หนังตลกในประเทศไทยส่วนใหญ่มักจ้างนักแสดงตลกมาเป็นตัวชูโรง แล้วให้พระเอกนางเอกสาดใส่ความหวานกันแบบน่ารักปนฮา แต่ก็มีหนังตลกบางเรื่องที่เชื่อมือพระเอกนางเอกให้เล่นบทตลกกันเองและพระนางก็สามารถสร้างความฮาให้คนดูได้ไม่แพ้ตลกมืออาชีพเลย หนึ่งในนั้นคือหนังเรื่องไอฟายแต๊งกิ้วเลิฟยู้

เพลง (ไอซ์ ปรีชญา) เป็นติวเตอร์สอนภาษาอังกฤษให้สาวญี่ปุ่นชื่อคายะ (โซระ อาโออิ) จนคายะสามารถสอบผ่านได้ไปทำงานที่อเมริกา และคายะต้องการให้เพลงช่วยบอกเลิกแฟนหนุ่ม ยิม (ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์) ให้ แต่ยิมไม่ยอมเลิกและจ้างแกมข่มขู่ให้เพลงสอนภาษาอังกฤษให้เขาบ้างเพื่อที่เขาจะได้ตามไปขอคืนดีกับคายะ

ยิมกับเพลงจึงค่อยๆ เรียนรู้นิสัยกันและกันผ่านการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ แต่ขณะนั้นเพลงก็เพิ่งคบหากับคุณพฤกษ์ (ตู่ ภพธร) ซึ่งเป็นหนุ่มในฝันเพราะเขาทั้งหล่อ รวย และแสนดี แต่เรื่องของหัวใจบังคับกันไม่ได้ ในเมื่อเพลงไม่ได้ชอบผู้ชายเพอร์เฟ็ค แต่ผู้ชายที่เธอชอบซึ่งไม่เพอร์เฟ็คแถมกวนโอ๊ยแบบสุดๆ ดันพยายามทำทุกอย่างเพื่อไปตามง้อแฟนเก่า เรื่องมันก็เลยอีรุงตุงนังกันสนุกไปเลย

หนังเรื่องนี้แทบจะเล่นกันแค่สองคนคือพระเอกกับนางเอก ตัวประกอบนั้นมาเป็นตัวประกอบจริงๆ แต่หนังไม่น่าเบื่อเลยเพราะการแสดงที่ลงตัวของไอซ์และซันนี่ ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียงการพูด การโต้ตอบระหว่างกัน สีหน้าสีตาที่สื่อออกมาแทนคำพูด เล่นแบบไม่ห่วงหล่อห่วงสวยกันเลย ทำให้เรายิ้มและหัวเราะไปกับพวกเขาได้ไม่ยาก

หนังแบ่งเป็นสองส่วน ครึ่งแรกสาดใส่ความฮาแบบไม่ยั้ง แต่พอครึ่งหลังหนังก็ดึงเข้าสู่โหมดโรแมนติกได้อย่างแนบเนียน ทำให้เห็นว่าพระนางคู่นี้ไม่ได้มีดีแค่เล่นตลก แต่บทหวานก็เล่นได้อินฟินเว่อร์จริงๆ ขอยกความดีความชอบให้กับผู้กำกับและนักแสดงนำที่พาเรื่องนี้ไปสู่ความสำเร็จได้อย่างน่าชื่นชม สำหรับนักแสดงสมทบก็ทำหน้าที่ได้ดี แต่บทตลกบางฉากมันก็ไม่ขำแถมยังยาวนานจนน่าเบื่อไปนิดนึง

ข้อคิดที่ได้จากหนังคือ ความรักที่แท้จริงไม่ใช่รักเพราะความเหมาะสม ไม่ใช่รักเพื่อจะได้ครอบครอง แต่รักเพื่อจะได้ทำให้คนที่เรารักมีความสุข เป็นข้อคิดที่ไม่คิดว่าจะได้จากหนังตลก ดูแล้วทำให้รู้สึก… ดี๊ดี

ให้คะแนน 4.5/5




ภาพยนตร์: Bad Moms
กำกับ: Jon Lucas, Scott Moore
นักแสดงนำ: Mila Kunis, Kathryn Hahn, Kristen Bell

Bad Moms เป็นเรื่องราวชีวิตของบรรดาแม่ๆ ที่มีหลากหลายแบบ แต่ที่เรารู้สึกคือหนังทำมาเพื่อกัดแม่ที่ต้องการเป็น “perfect moms” โดยเฉพาะ ซึ่งแม้เราไม่ได้เป็นคนชอบความเพอร์เฟคอะไรนักและยังไม่ได้เป็นแม่คน แต่เราไม่ชอบหนังเรื่องนี้เพราะมันเสนอให้เห็นด้านเดียวของการเป็นเพอร์เฟคมอม ทั้งๆ ที่ข้อดีของการพยายามที่จะเป็นแม่ที่สมบูรณ์แบบมันมีตั้งเยอะแยะ เพียงแค่ต้องหาตรงกลางให้เจอเท่านั้นเอง ดังนั้นข้อความที่หนังส่งมาจึงไม่โดนใจเรา

Amy (Mila Kunis) เป็นเวิร์คกิ้งมอม ที่มีภาระรัดตัวทั้งงานทั้งลูกและยังจะสามีอีก เธอพยายามทำหน้าที่ในการเป็นแม่ พนักงานบริษัท และภรรยาให้ดีที่สุด เธอมีแก๊งเพื่อนคุณแม่อีกสองคนซึ่งก็มีปัญหาในการเป็นแม่เหมือนกันคือ Kiki (Kristen Bell) แม่เต็มตัวที่ไม่ต้องทำงาน แต่การมีลูกติดๆ กันทำให้เธอต้องรับภาระเลี้ยงลูกเล็กๆ หลายคนพร้อมกัน ขณะที่สามีเธอก็ไม่ได้ช่วยอะไรเพราะถือว่าทำงานหาเงินมาเลี้ยงครอบครัวแล้ว และ Carla (Kathryn Hahn) เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวซึ่งยังไม่ค่อยอยากเป็นแม่เท่าไหร่ ยังอยากเป็นอิสระเที่ยวกลางคืนหาความสุขใส่ตัวอยู่ แก๊งแม่สามคนนี้ต้องมาปะทะกับแก๊งเพอร์เฟคมอมส์อีกสามคนซึ่งทั้งสามนางมีความคิดที่แตกต่างจากแก๊งนางเอกโดยสิ้นเชิง

เรื่องมาพีคตรงที่นางเอก Amy และ Gwendolyn (Christina Applegate) หัวหน้าแก๊งเพอร์เฟคมอมส์จะต้องลงสมัครเลือกตั้งเพื่อเป็นประธานสมาคมแม่บ้านของโรงเรียนที่ลูกๆ ของพวกเธอเรียนอยู่ การแข่งขันจึงเกิดขึ้น

หนังเรื่องนี้เป็นหนังกี่ยวกับแม่แต่เล่าเรื่องความผูกพันระหว่างแม่กับลูกน้อยมาก ทำให้ไม่อินกับความเป็นแม่ของตัวละครเอกเลย กลายเป็นว่าความผูกพันในแก๊งเพื่อนยังโดดเด่นกว่าอีก คะแนนที่ให้กับหนังเรื่องนี้ก็ให้จากจุดที่เกี่ยวกับการให้กำลังใจกันระหว่างเพื่อนเท่านั้น เพราะจุดอื่นๆ และปัญหาของตัวละครถูกแก้ไปแบบไม่เข้าท่าเท่าไหร่

หนังพยายามจะบอกว่าทุกคนต้องการเป็นแม่ที่ดี แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นแม่ที่เพอร์เฟค แต่กลับนำเสนอไปในทางตลกที่ไม่ตลก และจริงๆ แล้วปัญหาหลักของนางเอกไม่ใช่เรื่องการแข่งขันกับแก๊งตัวร้าย แต่มันคือการที่เธอไม่รู้จักบริหารเวลา เอาเวลางานกับเวลาครอบครัวมาผสมปนเปกันไปหมด แล้วมาอ้างว่าทำดีที่สุดแล้ว ตรงนี้คือไม่อิน

ส่วนเพื่อนนางเอกที่เลี้ยงลูกไม่ไหวเพราะสามีไม่ช่วย อันนี้ก็ไม่เกี่ยวกับการเป็นแม่ที่เพอร์เฟคหรือไม่เพอร์เฟค แต่คือการไม่รู้จักการสื่อสารกันในครอบครัว ซึ่งสุดท้ายเราก็ไม่ได้เห็นว่าครอบครัวนี้ได้แก้ปัญหาด้านการสื่อสารแต่อย่างใด เพราะหนังนำเสนอแค่ว่าให้ระเบิดอารมณ์ออกไป เดี๋ยวคนเป็นสามีก็ยอมเอง อ้าว ซะงั้น!! 

และสุดท้ายคือเพื่อนของนางเอกอีกคนที่ไม่ได้มีความอยากเป็นแม่ ที่มาเป็นแม่เพราะความผิดพลาดหรืออะไรหนังไม่ได้กล่าวละเอียด แต่จะมาอ้างว่าเป็นแม่ต้องมีชีวิตส่วนตัวแล้วละเลยลูก อันนี้คือไม่เห็นด้วย แล้วจู่ๆ หนังก็ตัดมาว่านางซึ้งใจในการเป็นแม่ในที่สุดโดยไม่มีที่มาที่ไป นี่คืองง

เราไม่เคยคาดหวังอะไรกับหนังตลก แต่ถ้าจะตลกแล้วให้ข้อคิดที่ฉาบฉวยแบบนี้ ไม่ต้องให้ข้อคิดเลยก็ได้ เอาฮาอย่างเดียวดีกว่า และที่แย่ที่สุดคือเราไม่ฮากับมุกที่หนังเรื่องนี้ประโคมมาให้

เมื่อดูหนังจบเราส่ายหัวแล้วคิดในใจว่า อย่าริอาจเป็นแม่คน ถ้าแม้แต่ตัวเองก็ยังดูแลไม่ได้!

ให้คะแนน 0.5/5




ภาพยนตร์: The Lake House
กำกับ: Alejandro Agresti
นักแสดงนำ: Keanu Reeves, Sandra Bullock, Christopher Plummer

The Lake House คือหนังรีเมคจากหนังเกาหลีเรื่อง il Mare โดยเส้นเรื่องหลักเหมือนกันตรงที่พระเอกกับนางเอกมีชีวิตอยู่กันคนละช่วงเวลา แต่ไม่ใช่หนังย้อนอดีตไปไกล เพราะพวกเขาอยู่ต่างกันแค่สองปี

Dr. Kate Foster (Sandra Bullock) ย้ายออกจากบ้านริมทะเลไปอยู่ในตัวเมือง เธอทิ้งจดหมายไว้ที่ตู้ไปรษณีย์หน้าบ้านเพื่อขอให้คนที่จะมาอยู่บ้านหลังนี้ต่อช่วยส่งจดหมายที่อาจจะตกค้างมาถึงเธอไปที่อยู่ใหม่ให้ด้วย ขณะที่ Alex Wyler (Keanu Reeves) กำลังย้ายเข้าไปอยู่บ้านริมทะเล เขาได้รับจดหมายจากตู้ไปรษณีย์หน้าบ้าน และพบว่าคนที่เขียนจดหมายฉบับนี้อยู่ห่างจากเขาสองช่วงปี

แม้จะเป็นหนังรีเมคที่มีเนื้อหาหลักเหมือนต้นฉบับ แต่รายละเอียดปลีกย่อยแตกต่างมาก ทำให้หนังเวอร์ชั่นฮอลลีวู้ดนี้มีความสนุกและน่าติดตามไปอีกแบบ ขนาดเพิ่งดู il Mare จบแล้วมาดูเรื่องนี้ต่อทันทีก็ไม่น่าเบื่อ บทหนังทำได้ดีเรื่องการอุดช่องโหว่ที่ต้นฉบับทำไว้ ทำให้เนื้อเรื่องมีความสมบูรณ์มากขึ้น แถมการแต่งให้พระเอก-นางเอกมีเรื่องราวชีวิตที่เด่นชัดก็ยิ่งทำให้หนังมีมิติมากกว่าแค่เรื่องราวความรักของคนสองคนที่อยู่ต่างมิติเวลากัน

ในส่วนของภาพและดนตรีประกอบของเวอร์ชั่นนี้ก็โดดเด่นไม่ต่างจากเวอร์ชั่นเกาหลีเลย เมื่อเนื้อเรื่องถูกแต่งเติมให้เข้าใจง่ายขึ้นในแบบฉบับฮอลลีวูด ก็ทำให้เราดูได้แบบเพลินๆ ไม่ต้องคอยปะติดปะต่อเรื่องความต่างของเวลามากนัก การตัดต่อก็ทำได้ดีเพราะหนังแบบนี้มันงงได้ง่าย แต่เขาตัดต่อสลับไปมาได้สนุกทำให้เรื่องไม่น่าเบื่อและไม่เรื่อยๆ เอื่อยๆ จนเกินไป

พระเอกนางเอกแสดงได้เข้าขากันดีมาก คงเพราะ Keanu และ Sandra มีเคมีที่ลงตัวแบบแค่คุยกันผ่านจดหมายไม่ได้เจอหน้ากันก็ทำให้ฟินได้แล้ว สมกับที่เป็นคู่ขวัญกันมาตั้งแต่เรื่อง Speed 

ปกติ Keanu ไม่ค่อยได้รับบทที่ได้แสดงอารมณ์มากนัก แต่เรื่องนี้มีฉากอารมณ์เข้ามาทำให้ได้เห็นฝีมือเขาว่าไม่น้อยไปกว่าใครเลย ส่วน Sandra ไม่ต้องห่วง เธอสวย สง่า น่ารัก จนอยากสิงร่างเธอเหลือเกิน 555+

ให้คะแนน 4.5/5

***สปอยขั้นสูงสุด***

ให้คะแนนเวอร์ชั่นรีเมคมากกว่าต้นฉบับนิดนึงเพราะหนังลงรายละเอียดตัวละครได้ลึกซึ้งกว่า ต้นฉบับค่อนข้างเน้นไปที่ความเหงาของคนสองคนโดยไม่มีรายละเอียดรอบตัวมากนัก เราจึงไม่รู้ถึงปมของความเหงาที่ทำให้คนคู่นี้ต้องชะตากันแค่เพียงรู้จักกันผ่านจดหมาย แต่ฉบับรีเมคเพิ่มเรื่องราวครอบครัวพระเอกและการทำงานของนางเอกเข้ามา ทำให้เข้าใจถึงรากลึกของความเหงาของคนทั้งคู่ได้ดีขึ้น

พระเอกคิดว่าพ่อไม่รักจึงเป็นคนขาดความรักและหมกตัวอยู่กับตัวเองไม่เปิดใจให้ใคร นางเอกเป็นหมอต้องพบเจอความตายอยู่ตลอดเวลาทำให้จิตใจหดหู่และยังหาไม่พบว่าใครหรืออะไรที่จะทำให้หัวใจเธอแช่มชื่นขึ้น เหมือนชีวิตของทั้งคู่รอคอยใครคนหนึ่งอยู่ ต่อเมื่อมารู้จักกันทั้งคู่ก็ค้นพบว่าปัญหาทุกอย่างที่เผชิญ มันรู้สึกเบาบางลงได้เมื่อรู้ว่ามีใครคนหนึ่งรอคอยที่จะรับรู้เรื่องราวชีวิตของตนเองอยู่

ประเด็นของฉบับรีเมคค่อนข้างชัดเจนในเรื่องของการอดทนรอคอย ตอนต้นเรื่องมีคนถามนางเอกว่า เราควรจะรอจนกว่าจะมีผู้ชายดีๆ เข้ามาหรือเปล่านางเอกตอบว่า ถ้ามัวแต่รอ อาจจะต้องรอไปทั้งชีวิตดังนั้นเธอจึงคบหากับคนที่เธอรู้ดีว่าไม่ใช่คนที่เฝ้ารอ แต่แล้วเธอก็พบว่ามันไม่ได้ทำให้การรอคอยจบสิ้นลงแต่อย่างใด และเมื่อมาถึงจุดที่ฉบับรีเมคแต่งเพิ่มเข้ามา (ต้นฉบับไม่ได้เป็นแบบนี้) คือตอนที่นางเอกรู้ว่าถ้านัดพบกับพระเอกในตอนนั้น เขาจะเกิดอุบัติเหตุจนเสียชีวิต เธอจึงขอร้องให้เขาไม่มาพบและให้เขารอต่อไปอีกสองปี เพื่อที่ทั้งคู่จะได้พบกันโดยไม่ต้องเผชิญกับโศกนาฎกรรม เนื้อหาที่เพิ่มมานี้ทำให้ยิ่งซาบซึ้งถึงคำว่ารอคอย เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่การรอคอยสิ้นสุดลง เราก็จะพบว่าที่รอมานั้นมันคุ้มค่าแค่ไหน




ภาพยนตร์: il Mare
กำกับ: Lee Hyun-seung
นักแสดงนำ: Jun Ji-hyun, Lee Jung-jae

อิล มาเร แปลว่า อยู่ติดทะเลหนังเรื่องนี้จึงใช้บ้านริมทะเลเป็นตัวชูโรง โดยเรียงร้อยเรื่องราวความรักของพระ-นางที่ดำเนินชีวิตไปแบบเส้นขนานของเวลา แต่มีมนต์ขลังบางอย่างที่ทำให้เวลาที่ห่างกันสองปีมาบรรจบกันได้

ฮันจู (Jun Ji-hyun) กำลังย้ายออกจากบ้านริมทะเลโดยหย่อนจดหมายไว้ที่ตู้ไปรษณีย์หน้าบ้าน เธอเขียนถึงผู้ที่จะมาอยู่ใหม่ว่าถ้ามีจดหมายตกค้างมาถึงเธอให้ช่วยส่งต่อให้ด้วย ขณะที่ซังฮุง (Lee Jung-jae) กำลังย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านริมทะเลเขาพบจดหมายที่ฮันจูเขียนแล้วก็ต้องแปลกใจเพราะเธอบอกว่าเธอเคยอยู่ที่นี่แต่จะเป็นไปได้อย่างไรกันในเมื่อบ้านหลังนี้เพิ่งสร้างเสร็จ และเขาเป็นคนมาอยู่คนแรก

เมื่อมองไปด้านล่างของจดหมายเขาก็ยิ่งแปลกใจหนักเพราะมันลงวันที่วันนี้แต่เป็นอีกสองปีข้างหน้า ซังฮุงตัดสินใจเขียนจดหมายตอบโดยลงวันที่ไว้ด้วยแล้วหย่อนจดหมายลงในตู้ไปรษณีย์อันเดิม ฮันจูได้รับจดหมายจึงรู้ว่าเธอกำลังสื่อสารกับคนที่มีชีวิตอยู่ในอดีตห่างจากเธอสองปี ทั้งสองติดต่อกันโดยใช้ตู้ไปรษณีย์เป็นตัวเชื่อม คนเหงาสองคนมาเจอกัน ความเข้าใจและเห็นใจซึ่งกันและกันจึงเกิดขึ้น แต่จะทำอย่างไรในเมื่อพวกเขามีชีวิตอยู่กันคนละปี!

จินตนาการของนักแต่งหนังเรื่องนี้ถือว่าล้ำเลิศ คนไทยอาจเคยชินกับละครเกี่ยวกับการเดินทางกลับไปสู่อดีตหรือมาอยู่ในอนาคตอย่างเรื่อง ทวิภพ บ่วงบรรจถรณ์ นิราศสองภพ อตีตา และ เรือนมยุรา แต่เรื่องนี้ไม่ได้เดินทางย้อนหรือล้ำเวลา พระเอก-นางเอกยังใช้ชีวิตอยู่ในมิติเวลาของตัวเอง แต่กลับสามารถติดต่อกันได้และเกิดความผูกพันกัน

การเล่าเรื่องของหนังค่อนข้างเนิบนาบไปหน่อยแต่ก็ได้อารมณ์ของอาการรักซึมลึกระหว่างพระ-นางเป็นอย่างดี ผู้กำกับคุมโทนให้หนังออกแนวหม่นหมอง ดูไปก็อึนๆ ซึนๆ ตามสไตล์หนังรักเกาหลี ถ้าใครชอบแบบนี้น่าจะอินมาก ที่ต้องขอชมคือนักแสดงซึ่งมีตัวละครน้อยแต่ก็เล่นได้ดีทุกคน องค์ประกอบที่ช่วยให้หนังสมบูรณ์ขึ้นคือภาพสวยและเพลงประกอบไพเราะ แค่นี้ก็ทำให้เราฟินได้แล้ว

หนังมีจุดบกพร่องอยู่บ้างในเรื่องของบท จุดหักเหของเรื่องที่พยายามปะติดปะต่อยังไงก็ไม่สมเหตุสมผล ถือว่ามีช่องโหว่เยอะ แต่ก็ต้องชมเพราะการคิดพล็อตแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย อาจมีข้อผิดพลาดบ้างถือว่าให้อภัยได้

ให้คะแนน 4/5


บทความในบล็อกนี้สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539 . ขับเคลื่อนโดย Blogger.